AZSUNNAHTHAI  
               AZSUNNAH MADINAH

สถิติ
เปิดเมื่อ3/09/2013
อัพเดท8/09/2017
ผู้เข้าชม10819
แสดงหน้า15255
ปฎิทิน
January 2020
Sun Mon Tue Wed Thu Fri Sat
   
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
31
 




หลักมูลฐานของการศรัทธา

หลักมูลฐานของการศรัทธา
อ้างอิง อ่าน 354 ครั้ง / ตอบ 13 ครั้ง
.  .  .  .อุซูลุ้ลอีมาน
เขียนโดย  เชคมูฮัมมัด อิบนุซอและฮฺ อัลอุซัยมีน
แปลโดย  อาจารย์อิมรอน มะกูดี ร่อฮิมะฮุลลอฮฺ
เอื้อเฟื้อโดย  อาจารย์ ตอฮา อับดุลเลาะฮฺ
ยาซากุมุลลอฮุคอยร็อน
'  '  ขยายความหลักมูลฐานของการศรัทธา '  '
แท้จริงมวลการสรรเสริญนั้นเป็นสิทธิ์ของอัลลอฮฺ   เราขอสรรเสริญพระองค์
ขอความช่วยเหลือต่อพระองค์  ขออภัยโทษต่อพระองค์  ขอกลับเนื้อกลับตัว
ต่อพระองค์เราขอป้องกันด้วยอัลลอฮฺ  ให้พ้นจากความชั่วร้ายของตัวเรา  ผู้ใดที่อัลลอฮฺ
ทรงชี้นำเขาสู่ทางที่เที่ยงธรรม  ก็ไม่มีผู้ใดที่จะทำให้เขาหลงผิดได้  และผู้ใดที่พระองค์ทรง
ให้หลงผิด.ก็ไม่มีผู้ใดชี้ทางที่ถูกต้องให้แก่เขา
ฉันขอปฏิญาณว่า  มูฮัมมัดเป็นบ่าวและเป็นศาสนทูตของพระองค์
ขอพระองค์ทรงประทานพรแก่ท่านร่อซูลวงศ์วานของท่าน  สาวกของท่าน
และผู้ดำเนินตามสาวกเหล่านั้นด้วยดี  และขอความสันติได้มีแด่ท่านเหล่านั้นด้วยเถิด
หลังจากได้อรัมภบทมาแล้ว  ก็ขอกล่าวว่าวิชา เตาฮีด นั้นเป็นวิชาที่มีเกียรติยิ่ง  มีฐานะสูงยิ่ง
และเป็นวิชาที่จำเป็นที่จะต้องแสวงหา  ทั้งนี้เพราะเป็นวิชาที่เกี่ยวข้องกับ  อัลลอฮฺตะอาลา
เกี่ยวข้องกับพระนามของพระองค์  คุณลักษณะของพระองค์  และสิมธิของพระองค์ที่มีต่อ
ปวงบ่าวและเพราะว่าเป็นกุญแจเปิดทางสู่  อัลลอฮฺตะอาลา  และเป็นรากฐานของบทบัญญัติ
ของพระองค์ด้วยเหตุนี้  บรรดาร่อซูลจึงเชิญชวนสู่ เตาฮีด เหมือนๆกัน
อัลลอฮฺตรัสว่า
'  '  และเรามิได้ส่งร่อซูลคนใดมาก่อนหน้าเจ้า  นอกจากเราจะมีวะฮียฺแก่เขาว่า
ไม่มีพระเจ้าที่ควรแก่การเคารพสักการะนอกจากข้า  ดังนั้นพวกเจ้าจงเคารพสักการะข้า '  '
(อัลอัมบิยา ที่25)
และพระองค์ทรงยืนยันเป็นพยานแก่พระองค์เองเกี่ยวกับการเป็นเอกภาพ  บรรดามะลาอิกะฮฺ
ของพระองค์  และผู้มีวิชาความรู้ก็เป็นพยานยืนยันด้วย
'  '  อัลลอฮฺ ทรงยืนยันว่า  แท้จริงไม่ผู้ที่ควรแก่การเคารพสักการะใดๆนอกจากพระองค์เท่านั้น
และมะลาอิกะฮฺ  และผู้มีวิชาความรู้ในฐานะดำรงความยุติธรรมนั้น  ก็ยืนยันด้วยว่า
ไม่มีผู้ที่ควรแก่การเคารพสักการะใดๆ  นอกจากพระองค์ผู้ทรงเดชานุภาพผู้ทรงปรีชาญาณ
เท่านั้น '(อาละอิมรอน ที่18)
ในเมื่อฐานะเตาฮีดเป็นเช่นนี้ก็จำเป็นแก่มัสลิมทุกคนจะต้องเรียนรู้  ทำการสอน  พินิจพิจารณา
และเชื่อมั่นเพื่อที่จะให้ศาสนาของพวกเขา  ตั้งมั่นอยู่บนรากฐานที่ถูกต้อง  อบอุ่นใจ  และ
เป็นการยอมจำนนที่ยังผลให้เกิดความสุขแก่ผู้ปฎิบัติ
 
.   .   .   ศาสนาอิสลาม
ศาสนาอิสลามนั้นคือ  ศาสนาที่อัลลอฮฺทรงแต่งตั้งท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม
ซึ่งอัลลอฮฺ  ทรงยุติการแต่งตั้งนบีมาเป็นศาสนทูตของศาสนาต่อจากนบีมุฮัมมัด
และทรงทำให้ศาสนานี้เป็นศาสนาที่สมบูรณ์แก่ปวงบ่าวของพระองค์  และได้ทรงทำให้ความ
โปรดปรานของพระองค์ครบถ้วนแก่เขาเหล่านั้น  พระองค์ทรงคัดเลือกอิสลามเป็นศาสนาแก่
เขาเหล่านั้น ฉะนั้นอื่นจากศาสนาอิสลามแล้ว  จะไม่เป็นที่ยอมรับ ณ พระองค์เด็ดขาด 
อัลลอฮฺตะอาลา  ตรัสว่า
“ “ มุฮัมมัดมิได้เป็นบิดาของผู้ใด  ในหมู่ผู้ชายของพวกเจ้า  แต่เป็นร่อซูลของอัลลออฺ 
และเป็นนบีท่านสุดท้าย(อัลอะหฺซาบ  ที่40)
และพระองค์ตรัสว่า
“ “ แท้จริงศาสนา(ที่ได้รับการรับรอง) ณ อัลลอฮฺนั้นคือ  ศาสนาอิสลาม “ “
และผู้ใดแสวงหาศาสนาอื่นจากอิสลามแล้ว  ก็จะไม่เป็นที่ยอมรับ  และในวันอาคีเราะฮฺ
เขาก็จะเป็นผู้หนึ่งในจำนวนผู้ที่ขาดทุนอ  “ “  (อาละอิมรอน  ที่85)
“ “ วันนี้ ข้าได้ให้ศาสนาของพวกเจ้าสมบูรณ์แล้ว  และทำให้ความโปรดปรานของข้าครบ
เต็มสมบูรณ์แก่พวกเจ้า
และข้าคัดเลือกอิสลามสำหรับพวกเจ้า “ “ (อัลมาอิดะฮฺ ที่3)
อัลลอฮฺตะอาลาได้บัญญัติให้มนุษย์ทุกคนยึดถือศาสนานี้  เพื่อพระองค์  พระองค์ได้ตรัสกับ
ร่อซูลุลลอฮฺศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมว่า
“ “ จงกล่าวเถิด(มุฮัมมัด)ว่า  โอ้มนุษย์ทั้งหลาย  แท้จริงฉันเป็นร่อซูลของอัลลอฮฺ  มายังพวก
ท่านทั้งมวลซึ่งอำนาจการปกครองแห่งชั้นฟ้า  และแผ่นดินเป็นกรรมสิทธิ์ของพระองค์
ไม่มีผู้ควรเคารพสักการะ
นอกจากพระองค์  พระองค์ทรงให้ชีวิต  และทรงให้ตาย  ฉะนั้นพวกท่านจงศรัทธาต่ออัลลอฮฺ
และร่อซูลของพระองค์ผู้เป็นนบี  ที่อ่านเขียนไม่เป็น  ผู้ซึ่งศรัทธาต่ออัลลอฮฺ  และต่อมวล
ดำรัสของพระองค์และพวกเจ้าจงดำเนินตามเขาเถิด  เพื่อว่าพวกเจ้าจะได้รับคำแนะนำ
“ “ (อัลอะร๊อฟ ที่158)
ในซ่อเฮี้ยมุสลิม  จากท่านอบูฮุรอยเราะฮฺ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ  ระบุว่า
ท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  กล่าวว่า
“ ขอสาบานด้วยผู้ที่ตัวของมุฮัมมัดอยู่ในอุ้งหัตถ์ของพระองค์  คนหนึ่งคนใดในประชาชาตินี้
ไม่ว่าจะเป็นยะฮูดี  หรือนัศรอนีก็ตาม  เขาไม่ฟังฉัน  แล้วเขาตายไปในสภาพที่ไม่ศรัทธา
ต่อสิ่งที่ฉันถูกแต่งตั้งให้นำมา(อัลกุรอาน)  นอกจากเขาจะเป็นคนหนึ่งจากชาวนรก “
การศรัทธาต่อร่อซูลคือ(การเชื่อมั่นในสิ่งที่ท่านนำมา  พร้อมกับการยอมรับและปฎิบัติตาม
โดยสิ้นเชิงมิใช่แต่การเชื่อมั่นเท่านั้น)  ด้วยเหตุนี้  อบูตอลิบจึงมิใช่ผู้ศรัทธาต่อ
ร่อซูลศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม
ทั้งๆที่เขาเชื่อในสิ่งที่ท่านร่อซูลนำมา  และเป็นพยานยืนยันว่า  ศาสนาที่ร่อซูลนำมานั้น
เป็นศาสนาที่ดีที่สุด  และศาสนาอิสลามนั้นประมวลไว้ด้วยสิ่งที่เป็นคุณประโยชน์อันมีอยู่
ในศาสนาก่อนๆแต่มีข้อแตกต่างที่บรรดาคุณประโยชน์ในอิสลามนั้น  เหมาะสมกับทุกยุค
ทุกสมัย  ทุกสถานที่ ทุกประชาชาติ
อัลลอฮฺตะอาลาตรัสกับร่อซูลซูลศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ว่า
“ “ และเราได้ให้คัมภีร์ลงมาแก่เจ้า(มุฮัมมัด)  ด้วยความจริงในฐานะเป็นที่ยืนยันคัมภีร์
(เตารอฮฺและอินญีล)
ที่อยู่เบื้องหน้า อัล กุรอาน  และเป็นที่ควบคุมคัมภีร์(เบื้องหน้านั้น) “ “ (อัลมาอิดะฮฺ  ที่48)
(1)  ให้ตั้งอยู่ในความจริง กล่าวคือสิ่งใดที่แปลกปลอมเข้ามา อัล กุรอานก็จะแจ้งให้ทราบ
ตามความหมายของคำว่า  “ เหมาะสมทุกยุค ทุกสถานที่ และทุกประชาชาตินั้น  ก็คือการ
ยึดมั่นในศาสนานี้ไม่ขัดกับผลประโยชน์ของประชาชาติไม่ว่าในยุคใด  ตรงกันข้าม  กับจะ
เหมาะสมกับยุค สถานที่ และประชาชาตินั้นเสียอีก
แต่ก็มิได้หมายความว่า  ศาสนาจะต้องอยู่ภายใต้ภาวะของยุคสมัย สถานที่ และประชาชาติ 
อย่างที่บางคนต้องการให้เป็นเช่นนั้นศาสนาอิสลาม คือ ศาสนาแห่งสัจธรรม  ซึ่งอัลลอฮฺ
ตะอาลาได้ให้หลักประกันไว้แก่ผู้ที่ยึดมั่นอย่างจริงจัง
ว่า  พระองค์จะทรงช่วยเหลือเขา  และจะทรงให้เขาปรากฎเด่นชัดเหนือกว่าคนอื่นๆ
 

 
 
zunman [58.11.249.xxx] เมื่อ 14/01/2017 13:57
1
อ้างอิง
พระองค์ตรัสว่า
“ “  พระองค์คือผู้ส่งร่อซูลของพระองค์พร้อมด้วยข้อชี้นำสู่ทางถูกต้อง  และศาสนาแห่งสัจจะ
เพื่อจะทรงให้ศาสนาแห่งสัจจะนั้นประจักษ์เหนือศาสนาทุกศาสนา  แม้ว่ามุชริกีนจะชิงชังก็ตาม “ “
(อัศ ศ็อฟ ที่9)
และพระองค์ตรัสไว้อีกว่า
“ “ อัลลอฮฺได้ทรงให้สัญญาไว้กับบรรดาผู้ศรัทธาและประกอบการงานที่ดีจากพวกเจ้าว่า
โดยแน่นอนยิ่งพระองค์จะทรงให้พวกเขาเป็นตัวแทน ณ พื้นพิภพดั่งที่พระองค์ได้ทรงให้
บรรดาผู้ที่มาก่อนพวกเขาได้เป็นตัวแทนไปแล้ว  และพระองค์จะทรงให้ศาสนาซึ่งพระองค์
ได้ทรงคัดเลือกไว้แก่พวกเขา  มีความมั่นคงสำหรับพวกเขา  และหลังจากพวกเขามีความ
หวาดกลัวก็จะทรงเปลี่ยนให้เป็นความมั่นคงปลอดภัย(โดยมีเงื่อนไขว่า)  พวกเขาจะต้อง
สักการะข้า(อัลลอฮฺ)และจะไม่เอาสิ่งใดมาเป็นภาคีกับข้า  และผู้ใดปฎิเสธ(ศรัทธา)หลัง
จากนั้นพวกเขาเหล่านั้นแหละคือพวกประพฤติชั่ว “ “ (อันนูร ที่55)
ศาสนาอิสลามนั้น  ประกอบด้วยอากีดะฮฺ  หลักการเชื่อมั่นและซะรีอะฮฺ
บทบัญญัติ(เกี่ยวกับการปฎิบัติ)
ฉะนั้นอิสลามจึงสมบูรณ์เพียบพร้อมในด้านอะกีดะฮฺและด้านซะรีอะฮฺ
1.     อิสลามใช้ให้ ให้เอกภาพแด่อัลลอฮฺตะอาลา  และห้ามการตั้งภาคีใดๆแก่พระองค์
2.     ใช้ให้มีความซื่อสัตย์จริง  ห้ามการโกหกมดเท็จ
3.     ใช้ให้มีความยุติธรรม  ห้ามการอธรรม
4.     ใช้ให้มีความซื่อสัตย์  ห้ามการไม่ซื่อตรง
5.     ใช้ให้ปฎิบัติตามสัญญา  ห้ามการบิดพลิ้ว
6.     ใช้ให้กตัญญูต่อบิดามารดา  ห้ามการอกตัญญู
7.     ใช้ให้ติดต่อกับวงศาคณาญาติ  ห้ามการตัดขาด
8.     ใช้ให้ทำดีต่อเพื่อนบ้าน  ห้ามระรานเขาเหล่านั้น
กล่าวโดยทั่วไปแล้วอิสลามใช้ให้มีมารยาทที่ดีงาม  และห้ามมีมารยาทที่ต่ำช้า 
ใช้ให้ประกอบการงานที่ดี  และห้ามกระทำการงานที่ชั่วช้า
 
อัลลอฮฺตรัสว่า
“ “ แท้จริงอัลลอฮฺทรงบัณชาใช้ให้มีความยุติธรรม  และการทำการดี  และให้ทานแก่ญาติ
ที่ใกล้ชิด  และทรงห้ามสิ่งที่ชั่วช้าและน่าเกลียด  และการอบรม 
พระองค์ทรงสั่งสอนพวกเจ้า  เพื่อว่าพวกเจ้าจะได้ตรึกตรอง “ “ (อันนะหลฺ  ที่90)
.  .  .  .อัรกานุลอิสลาม  หลักอิสลาม
อัรกานุลอิสลาม  คือรากฐานที่รองรับ  อัล อิสลาม  ซึ่งก็มีอยู่ 5 ประการ  ระบุไว้ในราย
งานของอิบนุอุมัร ร่อฎยัลลอฮุอันฮุมา  จากท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม
  กล่าวว่า
“ อิสลามนั้นถูกตั้งไว้บนหลัก 5 ประการ  โดยที่อัลลอฮฺนั้นจะต้องได้รับการให้เอกภาพ
แต่ในอีกกระแสรายงานหนึ่งมีว่า “(อะลาค็อมซิน)
ประการที่ 1 ปฏิญาณว่าไม่มีผู้ที่ควรได้รับการเคารพสักการะนอกจากอัลลอฮฺ
และมุฮัมมัดเป็นบ่าวและเป็นศาสนทูตของพระองค์
ประการที่ 2 การดำรงละหมาด
ประการที่ 3 การจ่ายซะกาต
ประการที่ 4 ถือศิลอดในเดือนรอมฏอน
ประการที่ 5 การทำฮัจญ์
และมีชายคนหนึ่งกล่าวว่า  การทำฮัจญ์ และการถือศิลอดในเดือนรอมฎอนนั้น(เป็นการ
สลับการเรียงลำดับ)  อิบนุอุมัรกล่าวว่า  ไม่ใช่  การถือศิลอด  และการทำฮัจญ์
ทำนองนี้แหละฉันได้ยินจากท่านร่อซูลุลลอฮฺศ็อลลัลลอฮุฮิวะซัลลัม(มุตตะฟะกุนอะลัย)
แต่ถ้อยความนั้นเป็นบันทึกของมุสลิม
 
1 . ส่วนการปฏิญาณว่าไม่มีผู้ที่ควรแก่การเคารพสักการะนอกจาก อัลลอฮฺเท่านั้น
มุฮัมมัดเป็นบ่าวและเป็นศาสนทูตของพระองค์  หมายถึง  การศรัทธาอย่างแน่วแน่
โดยกล่าวออกมาด้วยลิ้น  อันเป็นการยืนยันให้เป็นรูปธรรมขึ้น
การยืนยันนี้นับรวมๆเป็นหลักการเดียว  ทั้งๆที่มีสาระหลายประการ  ทั้งนี้เพราะว่าท่านนบีนั้น
เป็นผู้ประกาศศาสนาของอัลลอฮฺ  ดังนั้นการยืนยันความเป็นบ่าวและแจ้งข่าวสารของท่านนบี
นั้นเป็นส่วนสมบูรณ์ของ “ “ ลาอิลาฮะอิลลัลลอฮฺ “ “ คำยืนยันทั้งสองประการนี้เป็นพื้นฐาน
ความถูกต้อง
และการยอมรับพฤติกรรมใดๆของมนุษย์  การงานใดๆหากปราศจากความบริสุทธิ์ใจต่อ
อัลลอฮฺหรือไม่ปฎิบัติตามท่านร่อซูล  การงานนั้นๆก็ถือว่าเป็นโมฆะ  ความบริสุทธิ์ใจต่อ
อัลลอฮฺคือการยืนยันซะอฮาดะฮฺวรรคแรกให้เป็นจริงขึ้น  และการปฎิบัติตามร่อซูลก็คือ 
การยืนยันให้ซะอฮาดะฮฺ
วรรคสุดท้ายเป็นจริงขึ้นมาเช่นกัน
ผลของซะอฮาดะฮฺอันยิ่งใหญ่นี้คือ  ปลดปล่อยจิตใจให้พ้นจากความเป็นทาสของสิ่งถูก
สร้างทั้งปวงและปลดปล่อยการปฎิบัติให้เป็นไปตามรูปแบบของศาสนทูตทั้งสิ้น
2 . ส่วนการดำรงละหมาด  ก็คือการเคารพสักการะต่ออัลลอฮฺ  อย่างถูกรูปแบบที่สมบูรณ์ 
ทั้งเวลาและลักษณะท่าทาง  ผลของอิบาดะฮฺอันยิ่งใหญ่นี้คือ  ความสุขใจ อิ่มเอิบ และ
ห่างไกลจากความเลวทรามและชั่วช้านานาประการ
3 . ส่วนการจ่ายซะกาต  คือการเคารพสักการะต่ออัลลอฮฺ  ด้วยการจ่ายทรัพย์ในประมาณ
ที่ได้กำหนดไว้แก่ผู้ควรได้รับ
ผลของการจ่ายทรัพย์นี้คือ  ได้ชำระใจให้สะอาดขึ้น  ไม่ตระหนี่ อีกทั้งยังได้ช่วยเหลือ
สังคมมุสลิมโดยส่วนรวมอีกด้วย
 

 
 
zunman [58.11.249.xxx] เมื่อ 29/09/2013 20:24
2
อ้างอิง
4 . ส่วนการถือศิลอด  คือการเคารพสักการะต่ออัลลอฮฺ  ด้วยการงดสิ่งที่ทำให้เสียศิลอด
ตลอดช่วงกลางวันของเดือนรอมฎอน  ผลของการถือศิลอดนี้คือ  การฝึกจิตใจให้เข็มแขง
จนสามารถงดสิ่งที่รักที่ชอบได้  ทั้งนี้ก็เพราะเพื่อความพอพระทัยของอัลลอฮฺ
5 . การทำฮัจญ์  ณ อัลบัยติ  คือการมุ่งสู่บัยติลฮะรอมเพื่อประกอบพิธีฮัจญ์
ผลของการทำฮัจญ์คือ  ฝึกจิตใจให้รักที่จะพลีกำลังกายและกำลังทรัพย์  เพื่อการภักดี
ต่ออัลลอฮฺเหตุนี้ฮัจญ์จึงถูกจัดว่าเป็นการต่อสู้ในหนทางของอัลลอฮฺ  อีกรูปแบบหนึ่ง
ผลลัพธ์ทั้งหลายที่เราได้กล่าวมาแล้ว  สำหรับมูลฐานเหล่านี้  และที่เรามิได้กล่าวถึงย่อม
จะมำให้ประชาชาติมุสลิมที่สะอาดบริสุทธิ์ยึดมั่นในศาสนาของอัลลอฮฺ  ศาสนาแห่งสุจจะ 
เป็นประชาชาติที่ปฎิบัติต่อมนุษย์  ด้วยความยุติธรรมและความสัจย์จริง  เพราะว่าบัญญัติ
อิสลามข้ออื่นๆนั้นจะดีได้ก็ด้วย
การยึดมั่นอย่างถูกต้องในหลักมูลฐานเหล่านั้น  สภาพการณ์ของประชาชาติจะดีได้  ก็ด้วย
ความถูกต้องของเรื่องศาสนา  หากกิจการของศาสนาไม่อยู่ในความมั่นคงถูกต้องแล้วสภาพ
การณ์ของประชาชาติก็ย่อมจะไม่อยู่ในความเป็นปกติสุข
ผู้ใดหาความกระจ่างแจ้งในเรื่องดังกล่าวก็จงอ่านดำรัสของอัลลอฮฺ ตะอาลา ที่ว่า
“ “ และหากว่าชาวเมืองนั้นได้ศรัทธากัน  และมีความยำเกรงแล้วไซร้  แน่นอนเราก็เปิดให้
แก่พวกเขาซึ่งบรรดาความจำเริญจากฟากฟ้าและแผ่นดิน  แต่ทว่าพวกเขาปฏิเสธ
ดังนั้นเราจึงลงโทษพวกเขา  เนื่องด้วยสิ่งที่พวกเขาได้ทำไว้ “ “ (95)
“ “ แล้วชาวเมืองนั้นปลอดภัยกระนั้นหรือ?  ในการที่การลงโทษของเราจะมายังพวกเขาใน
เวลากลางคืนขณะที่พวกเขานอนหลับอยู่ “ “ (7)
“ “ และชาวเมืองนั้นปลอดภัยกระนั้นหรือ?  ในการที่การลงโทษของเรามายังพวกเขา
ในเวลาสายขณะที่พวกเขากำลังเล่นสนุกสนานกัยอยู่ “ “ (98)
“ “ แล้วพวกเขาปลอดภัยจากอุบาย  ของอัลลอฮฺกระนั้นหรือ?  ไม่มีใครมั่นใจว่าจะปลอดภัย
จากอุบายของอัลลอฮฺ
นอกจากกลุ่มชนที่ขาดทุนเท่านั้น “ “ (99)  (อัลอะอฺรอฟ 96ถึง 99)
และจงพิจารณาดูประวัติศาสตร์ของชนรุ่นก่อนๆ  เพราะในประวัติศาสตร์นั้นมีข้อพิจารณาแก่
ผู้ใช้สติปัญญาและแก่ผู้ที่ไม่มีสิ่งใดมาบดบังหัวใจของเขา  ( อัลลอฮฺ นั้นเป็นผู้ที่ได้รับการ
ขอความช่วยเหลือ )
 
.  .  .  .  .  รากฐานการเชื่อมั่นแห่งอิสลาม
ศาสนาอิสลาม  ดังที่ได้กล่าวมาแล้วว่าประกอบด้วย  หลักการเชื่อมั่น  และบทบัญญัติ
(ภาคปฎิบัติ)  เราได้ชี้ให้เห็นบ้างแล้วถึงบทบัญญัติของศาสนา  และเราได้กล่าวถึงหลัก
5 ประการของมัน  ซึ่งก็ถือว่าเป็นรากฐานของบัญญัติด้านปฎิบัติ
ส่วนหลักการเชื่อมั่นแห่งอิสลามนั้นรากฐานของมันก้คือ  การศรัทธาต่ออัลลอฮฺ
ต่อมะลาอิกะฮฺของพระองค์  ต่อคัมภีร์ของพระองค์  ต่อบรรดาศาสนทูตของพระองค์
ต่อวันสุดท้าย  และกำหนดสภาวะ  ทั้งที่ดีและชั่วของมัน
รากฐานเหล่านี้มีหลักฐานยืนยันจากกิตาบุลลอฮฺ(คัมภีร์ของพระองค์)
และซุนนะฮฺ(แนวทาง)ของท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  ในคัมภีร์ของอัลลอฮฺ
พระองค์ตรัสว่า
“ “  หาใช่คุณธรรมไม่  การที่พวกเจ้าผินหน้าของพวกเจ้าไปทางทิศตะวันออก  และทิศ
ตะวันตกแต่ทว่า  คุณธรรมนั้นคือผู้ที่ศรัทธาต่อ อัลลอฮฺ  และวันปรโลก และศรัทธาต่อ
มะลาอิกะฮฺต่อบรรดาคัมภีร์  และนบีทั้งหลาย “ “ (อัลบะก็เราะฮฺ  ที่177)
และพระองค์ได้ตรัสเกี่ยวกับเรื่อง(อัล  ก็อดรฺ) ว่า
ทุกสิ่งทุกอย่างนั้นเราได้สร้างมันขึ้นมาตามที่กำหนด  และพระบัญชาของเรานั้นไม่มี
อะไรนอกจากเพียงครั้งเดียว(ในความรวดเร็ว)  เหมือนชั่วกระพริบตาเท่านั้น “ “
(อัล ก็มัร  ที่49  50)สำหรับในทางซุนนะฮฺของท่านร่อซูล  ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม
  ท่านได้กล่าวถาม  ญิบรีล
ขณะที่ถามเกี่ยวกับการอีมาน(ศรัทธา)ว่า
“ การศรัทธานั้นคือ  การที่ท่านศรัทธาต่อ อัลลอฮฺ ต่อมะลาอิกะฮฺของพระองค์  ต่อบรรดา
คัมภีร์ของพระองค์  ต่อบรรดาร่อซูลของพระองค์  ต่อวันปรโลก  และการที่ท่านศรัทธาต่อ
อัลก็อดรฺทั้งที่ดีและที่ชั่วของมัน “
 
.  .  .  .  การศรัทธาต่ออัลลอฮฺ
การศรัทธาต่ออัลลอฮฺนั้น  ประกอบด้วย 4 ประการด้วยกัน
ประการที่ 1 การศรัทธาในการมีอยู่ของอัลลอฮฺ ตะอาลา  โดยมีหลักฐานการมีอยู่ของพระองค์
อันได้แก่  ด้านธรรมชาติ  สติปัญญา บัญญัติศาสนา  และสิ่งที่สัมผัสได้
ก . ส่วนหลักฐานทางธรรมชาติที่บ่งถึงการมีของพระองค์นั้นก็มีว่า  มนุษย์ทุกคนมีความรู้สึกตาม
ธรรมชาติที่จะศรัทธาต่อผู้ทรงสร้าง  โดยที่ไม่ผ่านการนึกคิด  และการสอนมาก่อน  และเขา
จะไม่หันเหออกจากการเป็นตามธรรมชาตินี้  นอกจากมีสิ่งที่ทำให้หัวใจของเขาหันเหไป
  ทั้งนี้อาศัยวจะนของท่าน
นบี  ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  ที่ว่า
“ ไม่มีเด็กเกิดมาใหม่คนใด  นอกจากจะถูกให้เกิดมาในธรรมชาติที่บริสุทธิ์  แต่พ่อแม่ของเขา
นั้นแหละที่ทำให้เขาเป็นยะฮูดีย์หรือนัสรอนีย์  หรือเป็นผู้บูชาไฟ “ (รายงานโดย อัล บุคอรีย์)
ข . ส่วนหลักฐานทางปัญญาที่บ่งถึงการมีอยู่ของพระองค์  ก็ได้แก่  สิ่งถูกสร้างทั้งหลายไม่ว่า
จะเป็นที่ผ่านมาแล้วหรือที่จะตามมา  จำเป็นจะต้องมีผู้สร้างมันขึ้นมา  โดยที่ตัวของมันเอง
ไม่สามารถที่จะทำให้ตัวของมันเองเกิดขึ้นมาได้  เพราะสิ่งเหล่านั้นไม่อาจจะสร้างตัวของมัน
เองได้เพราะก่อนที่มีขึ้นมานั้น  มันไม่เคยมีมาก่อน  ฉะนั้นมันจะเป็นผู้สร้างได้อย่างไรเล่า?
และสิ่งนั้นก็ไม่อาจที่จะมีขึ้นมาโดนบังเอิญ  เพราะทุกสิ่งที่เกิดขึ้นมาใหม่นั้น  จำเป็นต้องมีผู้ทำ
ให้มีขึ้นมาและเพราะว่า  การมีของมันอยู่ในระบบที่สวยงามเป็นระเบียบ  ผสมกลมกลืนกัน 
มีความผูกพันกันอย่างแน่นแฟ้น
ระหว่างเหตุและผล  ระหว่างสิ่งที่ถูกสร้างบางส่วนกับอีกบางส่วนนั้นย่อมยืนยันว่า  การมีขึ้นมา
ของมันนั้นเป็นการบังเอิญนั้นไม่อยู่ในระเบียบแบบแผนของการมีมาแต่เริ่มต้น
ฉะนั้นมันจะเป็นระเบียบเรียบร้อยในการคงอยู่  และวิวัฒนาการต่อไปได้อย่างไร?
 

 
 
zunman [58.11.249.xxx] เมื่อ 29/09/2013 20:36
3
อ้างอิง
ในเมื่อสิ่งถูกสร้างทั้งหลายมิได้สร้างตังของมันด้วยตัวของมันเอง  และมิได้มีขึ้นมาโดยบังเอิญ
ก็แน่นอนว่า  ต้องมีผู้ทำให้มีขึ้นมา  และผู้นั้นก็คือ อัลลอฮฺ ผู้เป็นเจ้าแห่งสากลโลก
และอัลลอฮฺตะอาลาได้ทรงกล่าวถึงหลักฐานทางสติปัญญา  และหลักฐานขั้นเด็ดขาดไว้ใน
ซูเราะฮฺ อัฏฏูรว่า
“ “ หรือว่าพวกเขาถูกสร้างมาจากไม่มีอะไรเลย(ไม่มีพระเจ้าผู้ทรงสร้าง)
หรือว่าพวกเขาเป็นผู้สร้าง “ “ (อัฏฏูร  ที่ 35)
หมายความว่า  พวกเขามิได้ถูกสร้างมาโดยพระองค์  และพวกเขามิได้เป็นผู้สร้างตนเอง
ดังนั้นจึงเป็นที่แน่นอนว่า  ผู้ทรงสร้างก็คือ  อัลลอฮฺ ตะอาลา  ด้วยเหตุนี้  เมื่อญุบัยรฺ
อิบนุมุฎอิม ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ  ได้ยินท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  อ่านซูเราะฮฺ
อัฎฎูร  เมื่อถึงอายะฮฺที่ว่า
“ “ หรือว่าพวกเขาถูกสร้างมาจากไม่มีอะไรเลย(ไม่มีพระเจ้าผู้ทรงสร้าง)
หรือว่าพวกเขาสร้างฟ้าและแผ่นดิน  มิใช่พวกเขาไม่เชื่อแน่ต่างหาก “ “ (อัฏฏูร ที่35  36)
และขณะนั้นญุบัยรฺยังเป็นมุชริกอยู่  เขาจึงกล่าวขึ้นว่า
“ หัวใจของฉันเกือบจะบินได้  และหลังจากนั้นการศรัทธาก็เริ่มฝังลงในหัวใจของฉัน “
(รายงานโดย อัล บุคอรีย์)
เราขอยกตัวอย่างเพื่อให้ความกระจ่างแก่เรื่องนั้นว่า  หากมีใครคนหนึ่งมาคุยกับท่านเรื่อง
พระราชวังที่ถูกสร้างขึ้นมาอย่างใหญ่โตระโหฐาน  มีสวนร้อมรอบ มีลำธารหลายวสายไหลผ่าน
มีพรมปูเต็มพื้นที่  มีเตียงนอนมากมาย  ถูกประดับประดาอย่างงดงาม  ซึ่งถือว่าเป็นของจำเป็น
และเป็นสิ่งที่ทำให้สมบูรณ์  เมื่อถึงตรงนี้เขาก็กล่าวแก่ท่านว่า  พระราชวังนี้มันทำให้ตัวของมันมี
ขึ้นมาเอง  หรือว่ามีขึ้นมาโดยบังเอินไม่มีผู้สร้าง  ท่านก็จะรีบคัดค้าน  หรือปฎิเสธอย่างแน่นอน
 และท่านจะถือว่าคำพูดของเขาเป็นคำพูดที่เหลวไหลไร้สาระ
ฉนั้นจะเป็นไปได้หรือ?  ที่จักรวาลอันกว้างใหญ่ไพศาลอันประกอบไปด้วย แผ่นดิน ชั้นฟ้า
จักรราศี สภาพการณ์ และความเป็นระเบียบเรียบร้อยอันน่าทึ่งของมัน  จะทำให้ตัวของมันเอง
มีขึ้นมาเอง  หรือมีขึ้นมาโดยบังเอินไม่มีผู้สร้าง
ค . ส่วนหลักฐานทางบัญญัติที่บ่งบอกถึงการมี  อัลลอฮฺก็คือว่า  บรรดาคำภีร์ที่มีมาจากเบื้องบน
ทั้งหมดระบุถึงการมี อัลลอฮฺ  และการที่คำภีร์เหล่านั้นซึ่งนำเอาข้อบัญญัติต่างๆที่มีประมวลไว้
ด้วยสิ่งที่มีประโยชน์แก่มนุษย์
ย่อมเป็นหลักฐานยืนยันว่า  ข้อบัญญัติเหล่านั้นมาจากพระผู้เป็นเจ้า  ผู้ทรงปรีชาญาณผู้ทรงรอบรู้
ถึงผลประโยชน์ของมนุษย์  และที่บรรดาคำภีร์เหล่านั้นนำมา  เกี่ยวกับเรื่องราวของจักรวาล
ปรากฎการณ์ยืนยันว่าเป็นความจริง  ก็ย่อมเป็นหลักฐานบ่งว่า  เป็นเรื่องราวที่มาจากพระผู้เป็นเจ้า
ผู้ทรงเดชานุภาพ  สามารถที่จะทำขึ้นมาได้ตามที่พระองค์ได้ทรงบอกไว้
ง . ส่วนหลักฐานทางด้านที่สัมผัสได้นั้นมีอยู่สองทางด้วยกัน
.  .  .ทางที่หนึ่ง  เขาเคยได้ยินและเห็นอยู่เสมอ  ถึงการตอบสนองแก่ผู้ขอวิงวอน ภาวนา
และการช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยาก  และสิ่งนั้นแหละเป็นสิ่งยืนยันอย่างเด็ดขาดถึงการมีอัลลอฮฺ
ตะอาลา อัลลอฮฺตรัสว่า
“ “ “  และนัวะนั้น  เมื่อเขาเคยเรียกร้องมาก่อน  แล้วเราก็ตอบสนองให้แก่เขา “ “
(อัล อัมบิยาอฺ  ที่76)และพระองค์อัลลอฮฺก็ตรัสอีกว่า
“ “ “ จงรำลึก  เมื่อพวกเจ้าร้องขอความช่วยเหลือต่อพระผู้เป็นเจ้าของพวกเจ้า  พระองค์ก็ได้
ตอบสนองแก่พวกเจ้า
(อัล อัมฟาล ที่9)
 และในซอเฮี้ยฮฺบุคอรีจากอนัส อิบนิมาลิก ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ  กล่าวว่า
“ แท้จริง  มีชาวอาหรับทะเลทรายคนหนึ่งได้เข้า(มัสยิด)ในวันศุกร์
ขณะที่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  กำลังอ่านคุฏบะฮฺ  เขาผู้นั้นได้กล่าวว่า
“ ข้าแต่ร่อซูลลุลลอฮฺ “ ทรัพย์สิน(พืชไร่)เสียหายหมดแล้ว  และลูกหลานก็หิวโหย
ดังนั้นขอวิงวอนขอต่ออัลลอฮฺให้แก่เราด้วยเถิด  ท่านนบีก็ยกมือทั้งสองของท่านขึ้นแล้ววิงวอน
ต่อมาเมฑก็ปั่นปวนรวมตัวกันเข้าเท่ากับภูเขา  ยังไม่ทันที่ร่อซูลจะลงจากมิมบัร
ฉัน(อนัส)  ก็ได้เห็นฝนไหลพรูที่เคราของท่าน  เมื่อถึงวันศุกร์ที่2ชาวอาหรับทะเลทรายคนนั้น
และคนอื่นๆก็ได้ลุกขึ้น  พลางกล่าวว่า  “ ข้าแต่ร่อซูลลุลลอฮฺ “  บ้านช่องพังหมดแล้ว  ทรัพย์สิน
(พืชไร่)จมน้ำหมดแล้ว  ดังนั้นขอวิงวอนให้แก่เราด้วยเถิด  ท่านก็ได้ยกมือทั้งสองของท่านขึ้น
พลางกล่าวว่า  “ ข้าแต่อัลลอฮฺขอได้ทรง(ให้ตก)รอบๆเราอย่าได้(ตก)บนพื้นที่ของเรา “
ไม่ว่าท่านนบีจะชี้ไปทางไหน  ฝนทางนั้นก็ขาดเม็ด “
การตอบสนองแก่ผู้วิงวอนยังคงเป็นเรื่องประจักษ์ได้  จนกระทั่งถึงปัจจุบัน  แต่นั้นก็ย่อมจะเกิดแก่
ผู้ที่หันไปพึ่งอัลลอฮฺ  ด้วยความจริงใจ  และปฎิบัติตามเงื่อนไขต่างๆในการที่จะได้รับการตอบสนอง
.  .  .  ทางที่สอง  (สัญญาณต่างๆของบรรดานบี)  ซึ่งที่เรียกกันว่า(อัลมัวะญิซาต อภินิหาร)
มีผู้คนได้เคยพบเห็นและได้ยินได้ฟังมานั้น  ย่อมเป็นหลักฐานขั้นเด็ดขาดที่บ่งถึงการมีผู้ส่งนบี
เหล่านั้นมาผู้นั้นคือ อัลลอฮฺ ตะอาลา  เพราะว่ามัวะญิซาตนั้นเป็นเรื่องที่เกินความสามารถ
ของมนุษย์อัลลอฮฺทรงให้มีขึ้นก็เพื่อเป็นการสนับสนุน  และช่วยเหลือบรรดาร่อซูลของพระองค์
ตัวอย่างในเรื่องมัวะญิซาตก็ได้แก่มัวะญิซาตของท่านนบีมูซาเป็นต้น  ขณะที่อัลลอฮฺใช้ให้
นบีมูซาเอาไม้เท้าฟาดไปที่ทะเล  ท่านก็ฟาดลงไป  ทันใดนั้นทะเลก็ได้แยกออกเป็นทางแห้ง
12ทาง  อยู่ในระหว่างน้ำทะเล
ที่แยกออกเป็นสองฟาก  คล้ายภูเขา

 
 
zunman [58.11.249.xxx] เมื่อ 29/09/2013 21:12
4
อ้างอิง
อัลลอฮฺตะอาลาตรัสว่า
“ “ “ ดังนั้นเราได้มีวะฮีแก่มูซาว่า  จงฟาดทะเลด้วยไม้เท้าของเจ้า
แล้วทะเลก็แยกออก  แต่ละทางที่แยกออกนั้น  เสมือนภูเขาที่ใหญ่ยิ่ง “ “ (อัซ ซุอะรออฺ ที่63)
ตัวอย่างที่สอง(มัวะญิซาตของนบีอีซา อะลัยฮิสสลาม)
โดยที่ท่านได้ทำให้คนตายหลายๆคนฟื้นคืนชีพขึ้นมา  และนำเอาเขาเหล่านั้นออกจากหลุมฝังศพ
อัลลอฮฺตะอาลาตรัสว่า
“ “ “ และฉันได้ทำให้คนตายหลายๆคนฟื้นคืนชีพขึ้นมา  ด้วยการอนุญาตของอัลลอฮฺ “ “ “
(อาละอิมรอน ที่49) และพระองค์ก็ตรัสอีกว่า
“ “ “ และจงรำลึก  เมื่อท่านได้นำคนตายหลายๆคนฟื้นคืนชีพขึ้นมา  ด้วยการอนุญาตของข้า “ “ “
(อัลมาอิดะฮฺ ที่110)  ตัวอย่างที่สาม
เป็นของท่านนบี มุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  ขณะที่พวกกุเรชขอให้ท่านแสดงอภินิหาร
สักอย่างหนึ่ง  ท่านก็ชี้ไปที่ดวงจันทร์  ทันใดนั้นก็ได้แตกออกเป็นสองส่วน  ผู้คนทั้งหลายก็มอง
เห็นด้วยในเรื่องนี้  อัลลอฮฺตะอาลาตรัสว่า
“ “ “ เมื่อใกล้อวสาน(วันกิยามะฮฺ)ดวงจันทร์จะแตกออกเป็นเสี่ยงๆ  และหากพวกเขาเหล่านั้น
(กุฟฟาร)เห็นมัวะญิซาต  พวกเขาจะผินหลังให้  และกล่าวว่า(นั่น)เป็นไสยศาสตร์ตลอดไป “ “
(อัลกอมัร ที่1และ2)
ฉะนั้นสัญญาณต่างๆเหล่านี้ล้วนสัมผัสได้  ซึ่งอัลลอฮฺ ตะอาลาทรงให้มีขึ้น  เพื่อเป็นการ
สนับสนุนช่วยเหลือบรรดาร่อซูลของพระองค์  ย่อมเป็นหลักฐานขั้นเด็ดขาดถึงการมี 
อัลลอฮฺตะอาลา
 
ประการที่ 2  การเป็นองค์อภิบาลของพระองค์
กล่าวคือพระองค์  องค์เดียวเท่านั้นเป็นองค์อภิบาล  ไม่มีภาคีใดๆกับพระองค์
และไม่มีผู้ใดช่วยเหลือพระองค์  อัร ร็อบบุ  คือผู้ที่มีกรรมสิทธิ์ในการสร้างสรรค์  มีอำนาจใน
การปกครอง  และมีการบัญชาใช้  ฉะนั้นจึงไม่มีผู้สร้างนอกจาก  อัลลอฮฺ  ไม่มีผู้ใดเป็นผู้
มีอำนาจสิทธิขาด  และการบัญชาใช้นอกจากบัญชาใช้ของพระองค์
พระองค์ตรัสว่า
“ “ “ พึงรู้เถิดว่า  การบังเกิด และการบัญชาใช้นั้นเป็นสิทธิ์ของพระองค์ “ “ “
และพระองค์ตรัสอีกว่า
“ “ “ นั่นคือ อัลลอฮฺ พระเจ้าของพวกเจ้า  อำนาจการปกครองทั้งมวลเป็นสิทธิ์ของพระองค์
และสิ่งที่พวกเจ้าวิงวอนขออื่นจากพระองค์นั้น  พวกมันมิได้ครอบครองสิ่งใดแม้แต่เยื้อบาง
หุ้มเมล็ดอินทผลัม “ “ “
ไม่เป็นที่ทราบกันเลยว่า  มีผู้ใดปฎิเสธการเป็นองค์บริบาลของพระองค์  นอกจากผู้นั้นเป็น
ผู้อหังกาไม่เชื่อมั่นในดำรัสของพระองค์  ดังที่ได้เกิดขึ้นกับฟิรเอานฺ(ฟาโรห์)  ขณะที่เขา
กล่าวแก่ประชากรของเขาว่า
“ “ “ ข้านี้แหละคือพระเจ้าของพวกเจ้าผู้ทรงสูงสุด “ “ (อันนาซิอ้าต ที่24)
และเขากล่าวอีกว่า  “ “ “ โอ้ข้าราชบริพาร  ข้าไม่เคยรู้ว่าสำหรับพวกเจ้ามีพระเจ้าอื่นจากข้า
“ “ “ (อัลก็อศ็อส ที่28)
แต่ทว่านั้นไม่ใช่เกิดจากหลักการเชื่อมั่น
อัลลอฮฺตะอาลากล่าวว่า
“ “ “ และพวกเขาได้ปฎิเสธมัน  สัญญาณต่างๆอย่างอยุติธรรมและเย่อหยิ่ง  ทั้งๆที่จิตใจของ
พวกเขาเชื่อมั่น “ “ “(อันนัมลฺ ที่14)  และมูซาได้กล่าวกับฟิรเอานฺ  ตามที่อัลลอฮฺได้ทรงเล่าไว้ว่า
“ “ “ เขากล่าวว่า  โดยแน่นอนท่านย่อมรู้ดีว่า ไม่มีผู้ใดประทานสิ่งเหลานี้นอกจากพระเจ้าแห่ง
ชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดิน เพื่อเป็นหลักฐาน(ยืนยันการมีอยู่ของพระองค์)
ฉันคิดว่า  แน่นอนเจ้าโอ้ฟิรเอานฺเป็นผู้หายนะแล้ว “ “ “(อัลอิสรอ ที่102)
ด้วยเหตุนี้  พวกมุชรีกีนจึงยอมรับในการเป็นองค์บริบาลของอัลลอฮฺตะอาลา  พร้อมกับการตั้ง
ภาคีให้กับพระองค์
ในด้านของการเป็นพระผู้ควรแก่การเคารพสักการะ
 
อัลลอฮฺตะอาลาตรัสว่า
“ “ “ จงกล่าวเถิด(มุฮัมมัด)ว่า  แผ่นดินนี้  และผู้ที่อยู่ในนั้นเป็นของใคร?  หากพวกท่านรู้ “ “ “ 84
“ “ “ พวกเขาจะกล่าวว่า  “มันเป็นของอัลลอฮฺ”  จงกล่าวเถิด(มุฮัมมัด)  ถ้าเป็นเช่นนั้น
พวกท่านจะไม่พิจารณาใคร่ครวญหรือ? “ “ “85
“ “ “ จงกล่าวเถิด(มุฮัมมัด)  ใครเป็นเจ้าของชั้นฟ้าทั้งเจ็ด  และเป็นผู้สร้างบัลลังอันยิ่งใหญ่
“ “ “ 86“ “ “ พวกเขากล่าวว่า “มันเป็นของอัลลอฮฺ”  จงกล่าวเถิด(มุฮัมมัด)ถ้าเช่นนั้น 
พวกท่านจะไม่ยำเกรง(การลงโทษ)ของอัลลอฮฺหรือ? “ “ “ 87
“ “ “ จงกล่าวเถิด(มุฮัมมัด)  อำนาจอันกว้างใหญ่ไพศาลทุกสิ่งทุกอย่างนี้อยู่ในพระหัตถ์ของผู้ใด
และพระองค์เป็นผู้ทรงปกป้องคุ้มครอง  และจะไม่มีใครปกป้องคุ้มครองพระองค์หากพวกท่านรู้
“ “ 88“ “ “ พวกเขากล่าวว่า  “มันเป็นของอัลลอฮฺ”  จงกล่าวเถิด(มุฮัมมัด)  ดังนั้นพวกท่านถูก
หลอกลวงได้อย่างใด? “ “ “ (อัลมุมีนูน  ที่89)
และพระองค์ตรัสว่า
“ “ “ และโดยแน่นอน  หากเจ้าถามพวกเขาว่า  ใครสร้างชั้นฟ้าและแผ่นดิน  แน่นอนพวกเขา
จะกล่าวว่าผู้ทรงเดชานุภาพ  ผู้ทรงรอบรู้ได้สร้างมัน “ “ “ (อัศซุครุฟ ที่9)
และพระองค์ตรัสว่า
“ “ “ และโดยแน่นอนพวกเจ้า(มุฮัมมัด)  ถามพวกเขาว่า  ใครบังเกิดพวกเขา  แน่นอน  พวกเขา
จะกล่าวว่าอัลลอฮฺ  แล้วไฉนเล่าพวกเจ้าจึงถูกทำให้หันเหไป (จากการเคารพภักดีพระองค์ 
ทั้งๆที่พวกเขายอมรับว่า
พระองค์คือผู้ทรงบังเกิดพวกเขา) (อัศซุครุฟ ที่87)
การบัญชาใช้และการประกาศิตขององค์อภิบาลนั้น  ครอบคลุมทั้งเรื่องที่เกี่ยวกับสากลจักรวาล
และเรื่องที่เกี่ยวกับบทบัญญัติ   ดังนั้นเมื่อพระองค์เป็นผู้ทรงบริหารสากลจักรวาล  ผู้ทรงชี้ขาด
ให้เป็นตามความปรีชาญาณของพระองค์  พระองค์ก็ทรงเป็นผู้ปกครอง ผู้วางบัญญัติเกี่ยวกับ
การอิบาดะฮฺและข้อบัญญัติในการปฎิบัติต่อกันให้เป็นไปตามหลักเกณฆ์  ความปรีชาญาณ
ของพระองค์
 

 
 
zunman [58.11.226.xxx] เมื่อ 30/09/2013 14:00
5
อ้างอิง
ฉะนั้นผู้ใดที่ยึดเอาอื่นมาตั้งบทบัญญัติในเรื่องอิบาดะฮฺร่วมกับอัลลอฮฺ  หรือเอาผู้อื่นมาเป็นผู้ตัดสิน
ในเรื่องของการปฎิบัติต่อกัน  เขาผู้นั้นก็ได้ตั้งภาคีกับพระองค์  และการศรัทธาของเขาก็ไม่บรรลุผล
“ “ “  ประการที่3
การศรัทธาต่อการเป็นพระเจ้าที่ควรแก่การเคารพสักการะ(กล่าวคือพระองค์ องค์เดียวเท่านั้นที่เป็น
ผู้ที่ควรแก่การเคารพสักการะ  ไม่มีหุ้นส่วนใดๆกับพระองค์  คำว่า(อัลอิลาฮฺ)นั้นมีความหมายว่า
ผู้ที่ได้รับการเคารพสักการะ  ด้วยความรัก  และด้วยความยกย่อง
อัลลอฮฺตะอาลาตรัสว่า
“ “ “ และผู้ที่ควรแก่การเคารพสักการะของพวกเจ้านั้น  มีเพียงองค์เดียว  ไม่มีผู้ที่ควรแก่การเคารพ
สักการะใดๆนอกจากพระองค์  ผู้ทรงกรุณาปราณี  ผู้ทรงเมตตาเสมอ “ “ “ (อัลบะกอเราะฮฺ ที่163)
และพระองค์ตรัสว่า
“ “ “ อัลลอฮฺทรงยืนยันว่า  แท้จริงไม่มีผู้ได้รับการเคารพสักการะใดๆ  นอกจากพระองค์เท่านั้น
และมลาอิกะฮฺ  และผู้มีความรู้ในฐานะผู้ดำรงไว้ซึ่งความยุติธรรมนั้น  ก็ยืนยันด้วย  ไม่มีผู้ที่ควรได้รับ
การเคารพสักการะใดๆนอกจากพระองค์  ผู้ทรงเดชานุภาพ  ผู้ทรงปรีชาญาณเท่านั้น “ “ “
(อาละอิมรอน ที่18)ทุกสิ่งที่ยึดเอามาเป็นเจ้าโดยได้รับการเคารพสักการะร่วมกับอัลลอฮฺ 
การเป็นพระเจ้าของสิ่งนั้นก็ถือว่าใช้ไม่ได้
อัลลอฮฺตะอาลาตรัสว่า
เช่นนั้นแหละ  อัลลอฮฺนั้นเป็นผู้ทรงสัตย์จริง  แต่สิ่งที่พวกเขาวิงวอนขออื่นจากอัลลอฮฺนั้นเป็นเท็จ
และแท้จริงอัลลอฮฺนั้น  เป็นผู้ทรงสูงส่งยิ่ง  ผู้ทรงใหญ่ยิ่ง “ “ “ (อัลฮัจญ์ ที่62)
และการใช้ชื่อสิ่งที่นำมาเคารพสักการะว่า “อาลิฮะฮฺ” (เป็นพหูพจน์ของคำว่า “อิลาฮฺ” เจ้าองค์เดียว)
นั้นมิได้ทำให้เจ้าหลายองค์มีสิทธิที่จะเป็นพระเจ้าที่ควรแก่การเคารพสักการะ  อัลลอฮฺ
ได้ตรัสไว้เกี่ยวกับอัลลาต  อัลอุซซา และ มะนาด  ซึ่งเป็นชื่อของรูปเคารพที่ถูกแกะสลัก
ไว้ที่ภูเขาว่า“ “ “ (พวกเจว็ด)นั้นไม่มีอะไรนอกจากเป็นชื่อที่พวกเขาและบรรพบุรุษของพวกเขา
ตั้งขึ้นมาโดยที่อัลลอฮฺมิได้ให้อำนาจอะไรแก่มันเลย “ “ “(อันนัจญมฺ ที่23)
และพระองค์ได้ตรัสเกี่ยวกับนบียูซุฟ  ขณะที่ยูซุฟได้กล่าวกับสหายสองคนที่อยู่ร่วมกันในที่
คุมขังว่า“ “ “ โอ้เพื่อนร่วมคุกทั้งสองเอ๋ย  พระเจ้าหลายองค์ดีกว่า  หรือว่าอัลลอฮฺผู้ทรงเอกะ 
ผู้ทรงเดชานุภาพ “ “ “
สิ่งที่พวกเขาเคารพสักการะอื่นจากพระองค์นั้น  มิใช่อื่นใด  นอกจากบรรดาชื่อที่พวกเขาและ
บรรพบุรุษของพวกเขาตั้งมันขึ้นมา  โดยที่อัลลอฮฺมิทรงได้ประทานหลักฐานในเรื่องนี้ลงมา
“ “ “(ยูซุฟ ที่ 39  40)
ด้วยเหตุนี้  บรรดาร่อซูลอะลัยฮิมุสลาม  จึงได้กล่าวแก่ประชาชาติของเขาว่า
“ “ “ พวกท่านจงเคารพภักดีอัลลอฮฺเถิด  สำหรับพวกท่านนั้นไม่มีผู้ที่ควรสักการะใดๆ
นอกจากพระองค์ “ “ “ (อัลมุมินูน ที่23)
แต่ทว่า  พวกมุชริกีนปฎิเสธไม่ยอมรับการเคารพสักการะอัลลอฮฺองค์เดียว  แล้วพวกเขาก็
ยึดอื่นจากอัลลอฮฺมาเป็นพระเจ้า  พวกเขาเคารพสักการะพระเจ้าเหล่านั้นร่วมกับอัลลอฮฺ
  ขอความช่วยเหลือและขอการบรรเทาทุกข์ต่อคนเหล่านั้น
อัลลอฮฺตะอาลาทรงถือว่า  การที่พวกมุชริกีนได้ยึดถือพระเจ้าหลายองค์ว่าเป็นเรื่องเหลวไหล
ไร้สาระทั้งนี้ด้วยหลักฐานและเหตุผล 2 ประการด้วยกัน
.  .  .  ประการที่ 1  ในบรรดาพระเจ้าหลายองค์ที่พวกเขายึดถืออยู่นั้น  ไม่มีอะไรเป็นคุณสมบัติ
พิเศษของการเป็นพระเจ้าเลย  เพราะพระเจ้าเหล่านั้นเป็นสิ่งถูกสร้าง  ไม่สามารถสร้างอะไรขึ้น
มาได้ไม่สามารถให้คุณให้โทษแก่บรรดาผู้เคารพบูชาได้  ไม่มีกรรมสิทธิ์ในชีวิตคนเหล่านั้น 
ไม่มีกรรมสิทธิ์ในการให้ความตายแก่คนเหล่านั้นได้  และไม่มีกรรมสิทธิ์สิ่งใดในชั้นฟ้าทั้งหลาย
อีกทั้งยังไม่มีส่วนร่วมในการสร้างด้วย  อัลลอฮฺตะอาลาตรัสว่า
“ “ “ และเขาเหล่านั้นได้ยึดเอาอื่นจากอัลลอฮฺเป็นพระเจ้าหลายองค์  โดนพวกพระเจ้าเหล่านั้น
ไม่สามารถบังเกิดสิ่งใดได้  ทั้งๆที่พวกพระเจ้าเองนั้นก็ถูกสร้างมา  และพวกพระเจ้าเหล่านั้นก็
ไม่มีสิทธิ์ที่จะให้คุณ
และโทษแก่ตัวของพวกเขาเอง  และไม่มกรรมสิทธิ์ในความเป็นความตาย  และในการฟื้นคืนชีพ
“ “ “(อัลฟุรกอน ที่3  และพระองค์ตรัสว่า
“ “ “ จงกล่าวเถิด(มุฮัมมัด)  พวกท่านจงวิงวอนขอต่อบรรดาผู้ที่พวกท่านอ้างว่าเป็นพระเจ้าอื่น
นอกจากอัลลอฮฺ
ซึ่งพวกมันมิได้ครอบครองแม้แต่น้ำหนักเท่าผงธุลีในชั้นฟ้าและแผ่นดิน  และพวกมันก็ไม่มี
ส่วนร่วมในทั้งสองนั้น(ชั้นฟ้าและแผ่นดิน)  และสำหรับพระองค์นั้น  ไม่มีผู้ใดในหมู่พวกมัน
เป็นผู้ช่วยเหลือพระองค์เลย“ “ “ และการขอไถ่โทษ  จะไม่เกิดประโยชน์อันใดในพระองค์ 
นอกจากผู้ที่พระองค์ทรงอนุญาตแก่เขา “ “ “(สะบ๊ะ ที่22 23 )
“ “ “ พวกเขาจะให้สิ่งที่ไม่บังเกิดอันใดมีหุ้นส่วนกับพระองค์  ทั้งที่พวกมันถูกบังเกิดกระนั้น
หรือ“ “ (191)
“ “ “ และพวกมันไม่สามารถในความช่วยเหลือใดๆแก่พวกเขา  และทั้งยังไม่สามารถช่วยเหลือ
ตังของมันเองด้วย
(192) ก็ในเมื่อสภาพของพระเจ้าหลายองค์เป็นเช่นนั้น  การไปยึดถือเอามาเป็นพระเจ้า 
ก็ย่อมเป็นเรื่องที่เบาปัญญาและเหลวไหลไร้สาระที่สุด
.  .  .  ประการที่ 2  พวกมุชริกีนเหล่านี้ยอมรับว่า  อัลลอฮฺตะอาลาองค์เดียวเท่านั้น
ที่เป็นพระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงสร้าง  ซึ่งอำนาจการครอบครองทั้งมวลอยู่ในอุ้งพระหัตของพระองค์
พระองค์คือผู้ทรงให้ความช่วยเหลือ  พระองค์ไม่ต้องการความช่วยเหลือ  และนี่ย่อม
เป็นสิ่งจำเป็นต้องยอมรับในความเป็นพระเจ้าที่ควรแก่การเคารพสักการะ  และเป็นพระเจ้าผู้
ทรงสร้างสรรค์แต่พระองค์เดียว  ดังที่พระองค์ทรงกล่าวว่า
“ “ “ โอ้มนุษย์ทั้งหลาย  จงเคารพสักการะพระผู้เป็นเจ้าของพวกเจ้าผู้ทรงบังเกิดพวกเจ้า
และบรรดาที่มาก่อนพวกเจ้า  เพื่อว่าพวกเจ้าจะได้ยำเกรง  ผู้ที่ทรงทำให้แผ่นดินเป็นที่นอน
(ราบเรียบ)และชั้นฟ้าเป็นอาคาร  และได้ทรงให้น้ำลงมาจากฟากฟ้า  พระองค์จึงทรงให้ผล
ไม้งอกออกมาเนื่องด้วยมัน(น้ำ)นั้นเพื่อเป็นปัจจัยยังชีพแก่พวกเจ้า
ดังนั้นพวกเจ้าอย่าได้ทำให้มีผู้เท่าเทียมใดๆขึ้น  สำหรับอัลลอฮฺ  ทั้งๆที่พวกเจ้าก็รู้อยู่
“ “ “(อัซซุครุฟ ที่87)“ “ “ จงกล่าวเถิด(มุฮัมมัด)  ใครเป็นผู้ประทานปัจจัยยังชีพที่มีจากฟากฟ้า
และแผ่นดินแก่พวกเจ้าหรือใครเป็นเจ้าของการได้ยิน  และการมอง  และใครเป็นผู้ที่ให้สิ่งที่มี
ชีวิตออกมาจากสิ่งที่ตายและให้สิ่งที่ตายออกจากสิ่งที่มีชีวิต  และผู้ใดบริหารกิจการทั้งหลาย
  เขาเหล่านั้นก็กล่าวตอบว่า
“อัลลอฮฺ”  ฉะนั้นจงกล่าวเถิด(มุฮัมมัด)ว่า “ พวกท่านไม่ยำเกรงดอกหรือ? “ “ “(ยูนุส ที่31)
 

 
 
zunman [58.11.226.xxx] เมื่อ 30/09/2013 14:09
6
อ้างอิง
. . . . ประการที่ 4
การศรัทธาในเรื่องพระนามและคุณลักษณะของพระองค์  กล่าวคือ  ยืนยันในสิ่งที่อัลลอฮฺทรง
ยืนยันแก่พระองค์เองไว้ในคัมภีร์ของพระองค์  หรือมีการยืนยันไว้ในซุนนะฮฺ
ของท่านร่อซูลของพระองค์  ไม่ว่าจะเป็นพระนาม  หรือคุณลักษณะก็ตาม  อันเป็นการยืนยัน
ที่เสมาะสมกับพระองค์โดยไม่มีการบิดเบือน  หรือยกเลิก  หรือแจกแจงว่าเป็นอย่างไร 
หรือยกตัวอย่างมาเปรียบเทียบ
อัลลอฮฺตะอาลาตรัสว่า
“ “ “ และสำหรับอัลลอฮินั้นมีบรรดาพระนามอันสวยงาม  ดังนั้นพวกเจ้าจงเรียกหาพระองค์
ด้วยพระนามเหล่านั้นเถิด  และจงปล่อยบรรดาผู้ที่ทำให้เฉในพระนามของพระองค์เถิด 
พวกเขาจะถูกตอบแทนในสิ่งที่พวกเขากระทำ “ “ “ (อัลอะอฺรอฟ ที่180)
และพนะองค์ตรัสว่า
“ “ “ และคุณลักษณะอันสูงส่งยิ่ง(ในความสมบรณ์และความเกรียงไกร)  ในชั้นฟ้าทั้งหลาย
และแผ่นดินเป็นกรรมสิทธิ์ของพระองค์  และพระองค์เป็นผู้ทรงเดชานุภาพ ผู้ทรงปรีชาญาณ
“ “ “ (อัรรูม ที่27)
และพระองค์ตรัสว่า“ “ “ ไม่มีสิ่งใดเสมอเหมือนพระองค์  และพระองค์ผู้ทรงได้ยิน ผู้ทรงเห็น “ “ “
มีชนสองกลุ่มหลงผิดในเรื่องนี้
กลุ่มแรกได้ชื่อว่า (กลุ่มมุอัฎฎิละฮฺ)  คือบรรดาผู้ที่ปฎิเสธพระนามและคุณลักษณะ  หรือบางคน
ในกลุ่มนี้อ้างว่า  การยืนยันว่าอัลลออฺมีพระนามและคุณลักษณะนั้น  จำเป็นต้องมีการเปรียบ
เสมือน  กล่าวคือมีการเปรียบเทียบอัลลอฮฺว่าเหมือนกับสิ่งถูกสร้างของพระองค์  การกล่าวอ้าง
เช่นนี้ถือว่าเป็นเรื่องกล่าวเท็จและเหลวไหลไร้สาระ  ด้วยประการต่างๆ  ดังต่อไปนี้
1 . การกล่าวอ้างเช่นนั้น  ทำให้ส่วนประกอบที่เกิดขึ้นเป็นเช่นการค้านกันในลักษณะ
ตรงกันข้ามดำรัสของอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา  ทั้งนี้ก็เพราะว่าอัลลอฮฺตะอาลานั้น
  ได้ยืนยันแก่พระองค์เองว่า
พระองค์มีพระนามและคุณลักษณะ(ศิฟาต)  แต่พระองค์ปฎิเสธว่า  ไม่มีสิ่งใดเสมอเหมือน
พระองค์ถ้าหากว่าการยืนยันว่ามีพระนามและคุณลักษณะ  ทำให้เกิดการเปรียบเสมือนขึ้น 
ก็จำต้องมีการต้านกับแบบ
ตรงกันข้าม  ในดำรัสของอัลลอฮฺ  และมีการปฎเสธบางส่วนต่ออีกบางส่วน
 
2 . ไม่จำเป็นว่าของสองสิ่งที่ต่างกันในทางชื่อหรือคุณลักษณะจำต้องเหมือนกัน
ท่านเองก็เคยเห็นคนสองคนมีความพ้องกันในการเป็นมนุษย์ ได้ยิน มองเห็น พูดได้
แต่ก็ไม่จำเป็นต้องเหมือนกันทุกอย่าง  ในความหมายของการเป็นมนุษย์  การได้ยิน
การเห็นและการพูด  และท่านก็เคยเห็นสัตว์ต่างๆ มีมือ มีเท้า มีตา แต่ก็ไม่จำเป็นว่าจะมี
มือ มีเท้า มีตาเหมือนตรงกันทุกอย่าง
ก็ในเมื่อปรากฎว่ามีความแตกต่างในระหว่างสิ่งที่ถูกสร้างทั้งหลาย  ทั้งที่มีชื่อ 
หรือมีคุณลักษณะพ้องต้องกัน
ดังนั้นความแตกต่างระหว่างผู้ทรงสร้าง  กับผู้ถูกสร้าง  ย่อมจะชัดแจ้ง  และใหญ่หลวงยิ่งนัก
. . .กลุ่มที่สอง
(กลุ่มอัลมุชับบิฮาฮฺ)  บรรดาผู้ที่ยืนยันว่า  มีพระนาม  และคุณลักษณะ  พร้อมกับเปรียบเทียบ
อัลลออฺตะอาลา  ว่าเหมือนกับสิ่งถูกสร้างของพระองค์  โดยอ้างว่าการยืนยันดังกล่าวเป็นตาม
ข้อชี้บ่งของตัวบท  เพราะอัลลอฮฺตรัสแก่ปวงบ่าวในสิ่งที่เขาเหล่านั้นเข้าใจ
ข้ออ้างนี้เป็นเท็จเหลวไหลไร้สาระ  ด้วยประการต่างๆดังต่อไปนี้
ประการที่หนึ่ง   การเปรียบเทียบอัลลอฮิว่าเหมือนกับสิ่งถูกสร้างของพระองค์นั้นเป็นเรื่อง
เหลวไหลสติปัญญา และบทบัญญัติก็ถือว่าเป็นเรื่องเหลวไหล  และเป็นไปไม่ได้ที่ตัวบทของ
อัลกุรอาน และซุนนะฮฺ
จะเป็นเรื่องเหลวไหล(เพราะอัลลอฮฺทรงปฎิเสธความเหมือนไว้แล้ว)
ประการที่สอง  อัลลอฮฺตะอาลาตรัสกับปวงบ่าวในสิ่งที่พวกเขาเข้าใจ  เป็นการตรัสตาม
มูลฐานของความหมายส่วนความแท้จริง  และภาพความเป็นจริง  ตามที่พระองค์ทรงให้
ความหมายนั้นเป็นสิ่งที่พระองค์ทรงยืดถือ
ไว้เฉพาะพระองค์  ด้วยความรอบรู้ของพระองค์
ในส่วนที่เกี่ยวกับอาตมัน(ซาต)  และคุณลักษณะของพระองค์
ฉะนั้นในเมื่อพระองค์ทรงยืนยันด้วยพระองค์เองว่า  พระองค์ทรงได้ยิน  การได้ยินนั้นเป็น
ที่ทราบกันดีแต่ข้อเท็จจริงของการได้ยิน  เมื่อเทียบกับการได้ยินของอัลลอฮฺนั้นเป็นที่ทราบกัน
เพราะข้อเท็จจริงนั้นแตกต่างกัน  แม้แต่การได้ยินของสิ่งถูกสร้างทั้งหลายยังแตกต่างกัน
ฉะนั้นความแตกต่างในการได้ยินระหว่างอัลลอฮฺกับสิ่งถูกสร้างทั้งหลายจึงแตกต่างกัน
อย่างชัดเจนและใหญ่หลวงนัก
ในเมื่ออัลลอฮฺตะอาลาทรงบอกถึงตัวของพระองค์เองว่า  พระองค์ทรงประทับอยู่เหนือ
บัลลังก์ของพระองค์การประทับตามความหมายเดิมของมันเป็นที่รู้กันดี  แต่ความเป็นจริง
ของการประทับนั้นไม่เป็นที่รู้กัน
เมื่อเปรียบเทียบกับการประทับของอัลลอฮฺเหนือบัลลังก์ของพระองค์  เพราะว่าการนั่งของ
มนุษย์ยังมีความแตกต่างกัน  เช่นการนั่งบนเก้าอี้ยังไม่เหมือนกันกับการนั่งบนหลังอูฐที่เป็น
สัตว์พาหนะในเมื่อพฤติกรรมของมนุษย์ในการปฎิบัติยังมีความแตกต่างกัน
ดังนั้นความแตกต่างระหว่างอัลลอฮฺกับมนุษย์ย่อมมีมากยิ่งกว่าอย่างแน่นอน
. . . การศรัทธาต่ออัลลอฮฺตามที่เราได้อธิบายไว้  ก่อให้เกิดประโยชน์อย่างมากมายแก่บรรดา
ศรัทธาชน
หนึ่ง . . เป็นการยืนยันถึงการยอมรับในเอกภาพของอัลลอฮฺ  โดยไม่มุ่งหวังสิ่งใด 
ไม่เกรงกลัวผู้ใดและไม่มีการเคารพภักดีสิ่งใดนอกจากพระองค์
สอง . . เป็นการแสดงถึงความรักต่ออัลลอฮฺอย่างสมบูรณ์  และเทิดทูนความยิ่งใหญ่ของ
พระองค์ตามนัยแห่งพระนามอันไพจิตรของพระองค์  และคุณลักษณะที่สูงส่งของพระองค์
สาม . . เป็นการรับรองถึงการปฎิบัติอิบาดะฮฺว่าเป็นไปตามคำสั่งใช้ของพระองค์  และ
ไม่กระทำจากสิ่งที่พระองค์ทรงห้าม
 

 
 
zunman [58.11.226.xxx] เมื่อ 30/09/2013 14:17
7
อ้างอิง
.  .  .  .  การศรัทธาต่อบรรดามะลาอิกะฮฺ
มะลาอิกะฮฺคือ  บ่าวของพระองค์ประเภทหนึ่งที่ถูกบังเกิดในจำพวกของสิ่งเร้นลับ
บรรดามะลาอิกะฮฺไม่มีลักษณะของการเป็นพระเจ้า  อัลลอฮฺทรงบังเกิดพวกเขาจากรัศมี
ให้พวกเขาปฎิบัติตามคำสั่งของพระองค์  และเป็นผู้ทรงพลังในการปฎิบัติตามคำบัญชา
ของพระองค์อัลลอฮฺตะอาลาตรัสว่า
“ “ “ และ(มะลาอิกะฮฺ)ผู้ที่อยู่ ณ พระองค์  พวกเขาไม่ลำพองตนในการเคารพภักดีต่อพระองค์
และไม่เหนื่อยหน่าย  พวกเขาสดุดีทั้งกลางคืนและกลางวันอย่างไม่ขาดระยะ “ “ “
(อัลอัมบิยาอฺ ที่19 20)
จำนวนมะลาอิกะฮฺมีอยู่มากมาย  ไม่มีผู้ใดรู้ได้นอกจากอัลลอฮฺตะอาลา  ได้มีการยืนยันอยู่ใน
หนังสือซ่อเฮี้ยฮฺอัลบุคอรี  และซ่อเฮี้ยฮฺมุสลิม  จากหะดีษของท่านอนัส ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ 
ซึ่งเล่าเรื่องของการเมียะราจว่า
ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  ถูกนำไปยังเคหะอัลบัยตุลมะอฺมูร  ในฟากฟ้าโดยมี
มะลาอิกะฮฺจำนวน70000 ท่าน  ทำการละหมาดอยู่ในเคหะนี้ ทุกวัน  เมื่อพวกเขากลับออกไป 
ก็จะไม่มีผู้ใดหวนกลับเข้ามาละหมาดอีก
.  .  .  การศรัทธาต่อมะลาอิกะฮฺมีประสวลไว้ 4 ประการคือ
หนึ่ง  ศรัทธาต่อการมีอยู่ของบรรดามะลาอิกะฮฺ
สอง  การศรัทธาต่อผู้ที่เรารู้จักชื่อของท่านเหล่านั้น  เช่น  ญิบรีล  และผู้ที่เราไม่รู้จักชื่อ
ท่านเหล่านั้นโดยเป็นการศรัทธาแบบสรุป
สาม  การศรัทธาต่อสิ่งที่เรารู้จากคุณลักษณะของท่านเหล่านั้น เช่น ลักษณะของญิบรีลเป็น
ไปตามที่ท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  ได้เห็นซึ่งถูกบังเกิดโดยมีปีก 600 ปีก 
จรดขอบฟ้าบางทีมะลาอิกะฮฺจำแลงกายไปตามพระบัญชาของอัลลอฮฺ  โดยอยู่ในรูปของ
มนุษย์ดังเช่น  ญิบรีลได้ถูกส่งไปยังนางมัรยัม  ท่านจำแลงกายเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์และใน
ขณะที่ท่านมาหา
ท่านนบีมูฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  ซึ่งท่านนบีนั่งรวมอยู่กับบรรดาศอหะบะฮฺของ
ท่านญิบรีลได้มาหาท่านในรูปของชายสวมเสื้อผ้าขาวสะอาด ผมดำสนิท ไม่มีร่องรอยของ
การเดินทางไม่มีผู้ใดในหมู่ศอหะบะฮฺที่รู้จัก  ญิบรีลได้มานั่งลงต่อหน้าท่านนบี 
โดยเอาเข่าทั้งสองชนกับเข่าของท่านนบีแล้ว  วางมือทั้งสองลงบนหน้าขาของท่านนบี
 พลางถามนบีมุฮัมมัดถึงอัลอิสลาม
อัลอีมาน อัลอิฮฺซาน วันกิยามะฮฺ  และเครื่องหมายของวันกิยามะฮฺ 
ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  ก็ได้ตอบคำถามของท่าน  แล้วท่านก็จากไป
ท่านนบีจึงกล่าวขึ้นว่า  นี่คือญิบรีล  เขามาหาพวกท่านเพื่อสอนศาสนาของพวกท่านให้แก่
พวกท่าน(บันทึกโดย มุสลิม)
และเช่นเดียวกันบรรดามะลาอิกะฮฺที่อัลลอฮฺตะอาลาทรงส่งไปหานบีฮิบรอฮีมและนบีลูฎ
พวกเขาอยู่ในรูปร่างของมนุษณ์
สี่  การศรัทธาในสิ่งที่เรารู้ถึงหน้าที่การงานของพวกเขา  ซึ่งปฎิบัติไปตามพระบัญชาของ
อัลลอฮฺตะอาลาเช่น การกล่าวตัสเบียฮฺ(สดุดี)  ปฎิบัติอิบาดะฮฺทั้งกลางคืนและกลางวัน 
โดยไม่เหนื่อยหน่ายและเมื้อยล้า  บางท่านก็มีหน้าที่เฉพาะ  เช่น
ญิบรีล  มีหน้าที่ในการนำวะฮียฺจากอัลลอฮฺ  มามอบให้แก่บรรดานบี  และร่อซูล
มีกาอีล  ผู้รับมอบหมายใหดูแลฝนและพืชพันธิ์
อิสรอฟีล  ผู้ทรงมอบหมายให้เป่าสัญญาณเมื่อเกิดวันกิยามะฮฺ  และการฟื้นขึ้นใหม่
มะลากุลเมาตฺ  ผู้รับมอบหมายให้เก็บวิญญาณเมื่อถึงแก่ความตาย
มาลิก  ผู้รับมอบหมายให้ดูแลทารกในครรภ์  เมื่อเขามีอายุได้ 4 เดือน  ในครรภ์ของมารดา
อัลลอฮฺจะส่งมะลาอิกะฮฺมายังเขา  แล้วใช้ให้บันทึกริสกีของเขา  วาระกำหนดความตายของเขา
การงานของเขา  เขาจะมีความทุกข์ยากและความผาสุข
มะลาอิกะฮฺ  ผู้รับมอบหมายให้จดบันทึกการงานของมนุษย์ทุกคน  โดยมีมะลาอิกะฮฺ 2 ท่าน
อยู่กับเขาท่านหนึ่งอยู่ด้านขวา  และอีกท่านหนึ่งอยู่ด้านซ้าย
มะลาอิกะฮฺ  ผู้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่สอบสวนผู้ตาย  เมื่อเขาถูกฝังในกุบู้ร  มะลาอิกะฮฺ 2
ท่านจะมาหาเขา  แล้วถามถึงพระเจ้าของเขา ศาสนาของเขา และนบีของเขา
 
. . . . . ประโยชน์ของการศรัทธาต่อมะลาอิกะฮฺมีอยู่อย่างมากมายกล่าวคือ
หนึ่ง . . ทำให้รู้ถึงความยิ่งใหญ่ของอัลลอฮฺตะอาลา  เดชานุภาพของพระองค์ อำนาจของ
พระองค์แท้จริงพลังอำนาจทั้งหลายของสิ่งที่ถูกสร้าง  มาจากความยิ่งใหญ่ของพระผู้สร้าง
สอง . . ขอบคุณอัลลอฮฺตะอาลา  ที่ทรงดูแลเอาใจใส่บรรดามนุษย์  โดยที่พระองค์ทรง
มอบหมายให้บรรดามะลาอิกะฮฺทำหน้าที่ปกป้ปงคุ้มครองพวกเขา  บันทึกการงานของเขา 
ตลอดจนการงานอื่นๆที่เป็นประโยชน์ของมนุษย์
สาม . . ความรักของมะลาอิกะฮฺในการปฎิบัติอิบาดะฮฺต่ออัลลอฮฺ
คนกลุ่มหนึ่งจากบรรดาผู้ที่ในหัวใจของเขามีโรค  ปฎิเสธว่ามะลาอิกะฮฺมีรูปร่าง  พวกเขา
กล่าวว่าบรรดามะลาอิกะฮฺเป็นเพียงพลังแห่งความดี  ซึ่งซ่อนเร้นอยู่ในสิ่งที่ถูกสร้างหรือ
สิ่งมีชีวิตนี่เป็นการปฎิเสธคัมภีร์ของอัลลอฮฺตะอาลา  และซุนนะฮฺของ
ท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมและมติเอกฉันท์ของบรรดานักวิชาการมุสลิม
อัลลอฮฺตะอาลาตรัสว่า
“ “ “ มวลการสรรเสริญเป็นของอัลลอฮฺ  ผู้ทรงสร้างฟ้าทั้งหลายและแผ่นดิน  ผู้ทรงทำให้
มะลาอิกะฮฺเป็นผู้สื่อสาร  ผู้มีปีก 2 ปีก 3 ปีก 4 ปีก “ “ “ (ฟาฎิร ที่1)
พระองค์ตรัสว่า
“ “ “ และถ้าหากว่าเจ้าเห็นขณะที่มะลาอิกะฮฺเก็บวิญญาณของบรรดาผู้ปฎิเสธ
พวกเขาจะทุบที่ใบหน้าของพวกเขา  และเบื้องหลังของพวกเขา “ “ “(อัลอัมฟาล ที่50)
 
 

 
 
zunman [58.11.226.xxx] เมื่อ 30/09/2013 14:34
8
อ้างอิง
พระองค์ตรัสว่า
“ “ “ และหากที่สูเจ้าเห็นบรรดาผู้อธรรมอยู่ในความมึนงง  เนื่องจากความตาย
และบรรดามะลาอิกะฮฺแผ่มือของพวกเขาออก(โดยกล่าวว่า)เจ้าทั้งหลายจง
ให้ชีวิตของพวกเจ้าออกมา “ “ “ (อัลอันอาม ที่93)
อัลลอฮฺตรัสว่า
“ “ “ จนกระทั่งเมื่อความกลัวได้คลายจากหัวใจของพวกเขา  พวกเขากล่าวว่า
อะไรที่พระเจ้าของพวกสูเจ้าตรัส  พวกเขากล่าวว่า  ความจริงและพระองค์คือผู้ทรง
สูงส่งผู้ทรงยิ่งใหญ่ “ “ “(สะบะ ที่23)
พระองค์ตรัสถึงชาวสวรรค์ไว้ว่า
“ “ “ และมะลาอิกะฮฺจะเข้ามายังพวกเขาจากทุกประตู(โดยกล่าวว่า) สันติจงมีแด่ท่านทั้งหลาย
ในสิ่งที่ท่านทั้งหลายอดทน  สถานที่พักในบั้นปลายช่างดีอะไรอย่างนั้น “ “ “ (อัรเราะอดฺ ที่23  24)
ในหนังสือ ซอเฮี้ยฮฺ อัลบุคอรี จากอบูฮุรอยเราะฮฺ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ  จากท่านนบี
ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  กล่าวว่า
เมื่ออัลลอฮฺทรงรักบ่าวคนหนึ่ง  พระองค์ทรงประกาศแก่ญิบรีลว่า  แท้จริงอัลลอฮฺทรงรักผู้นั้น
เจ้าจงรักเขาเถิด  แล้วญิบรีลก็รักเขา  แล้วญิบรีลก็ประกาศแก่ชาวฟ้าทั้งหลายว่า  แท้จริงอัลลอฮฺ
ทรงรักผู้นั้น  ท่านทั้งหลายจงรักเขาเถิด  แล้วชาวฟ้าทั้งหลายก็รักเขา  แล้วเขาก็ถูกทำให้เป็น
ที่ยอมรับ(เป็นที่รัก)ในโลกนี้ “ “
อัลบุคอรี  บันทึกจากอบูฮุรอยเราะฮฺ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ  กล่าวว่า ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม
กล่าวว่า  “ “ เมื่อถึงวันศุกร์  มะลาอิกะฮฺอยู่ที่ประตูมัสยิดทุกประตู  โดยบันทึกผู้เข้ามาคนแรก
เรียงลำดับครั้นเมื่ออิมามนั่งลง(บนมิมบัร)  พวกเขาก็จะพับบันทึก  แล้วมานั่งพัง  การรำลึก
(ถึงอัลลอฮฺ) “ “ตัวบทเหล่านี้ระบุอย่างชัดเจนว่า  มะลาอิกะฮฺมีเรือนร่างไม่ใช่พลังอันเป็นนามธรรม
ดังที่บรรดาผู้ที่หัวใจมีโรคกล่าว  และตามนัยแห่งตัวบทดังกล่าวนี้  บรรดานักวิชาการมุสลิมจึง
มีความเห็นเป็นเอกฉันท์ว่า  มะลาอิกะฮฺมีเรือนร่าง
 
. . . . . การศรัทธาต่อบรรดาคัมภีร์
อัลกุตุบ(บรรดาคัมภีร์)เป็นพหูพจน์ของกิตาบ  หมายถึงสิ่งที่ถูกเขียน
ส่วนความหมายในที่นี้คือ  บรรดาคัมภีร์ที่อัลลอฮฺตะอาลาทรงประทานมายังบรรดาร่อซูล
ของพระองค์อันเป็นความเมตตาแก่ผู้ที่พระองค์ทรงบังเกิดมา  เพื่อนำทางพวกเขาด้วย
คัมภีร์ดังกล่าวให้ได้รับความผาสุขทั้งในโลกดุลยาและอาคีเราะฮฺ
.  .  .การศรัทธาต่อบรรดาคัมภีร์  ประมวลถึง 4 ประการ
หนึ่ง  .  การศรัทธาต่อบรรดาคัมภีร์ถูกประทานมาจากอัลลอฮฺอย่างแท้จริง
สอง  .  การศรัทธาต่อบรรดาคัมภีร์ที่เรารู้ชื่อ  เช่น  คัมภีร์อัลกุรอานถูกประทานมายัง
นบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  คัมภีร์เตารอตถูกประทานมายังนบีมูซา อลัยฮิสสลาม
คัมภีร์อินญีลถูกประทานมายังนบีอีซา อลัยฮิสสลาม  และคัมภีร์ซาบูรถูกประทานมายัง
นบีดาวู๊ด อลัยฮิสสลามส่วนคัมภีร์อื่นๆซึ่งเราไม่ทราบชื่อ  เราก็ศรัทธาโดยสรุป
สาม  .  การศรัทธาต่อข่าวคราวที่ถูกต้อง  เช่น  ข่าวคราวของอัลกุรอาน  และข่าวคราวที่ไม่มี
การเปลี่ยนแปลงหรือบิดเบือนจากบรรดาคัมภีร์ในอดีต
สี่  .  ปฎิบัติตามข้อบัญญัติที่ไม่ถูกยกเลิก  มีความพอใจและยอมรับ  ไม่ว่าเราเข้าใจถึงเป้าหมาย
ของบัญญัติหรือไม่เข้าใจก็ตาม  คัมภีร์ต่างๆทั้งหมดถูกยกเลิก  ด้วยคัมภีร์อัลกุรอาน
อัลลอฮฺตะอาลาตรัสว่า
“ “ “ และเราได้ประทานคัมภีร์(อัลกุรอาน)มายังเจ้าด้วยความจริง  โดยเป็นการยืนยันถึง
คัมภีร์ที่อยู่เบื้องหน้า(มีมาก่อน)และรับรองคัมภีร์ดังกล่าว “ “ “ (อัลมาอิดะฮฺ ที่48)
โดยเหตุนี้จึงไม่อนุญาติให้ปฎิบัติตามข้อบัญญัติใด  จากบรรดาข้อบัญญัติที่มีอยู่ในคัมภีร์ก่อนๆ
นอกจากที่มีความถูกต้อง  และคัมภีร์อัลกุรอานได้ยืนยันในข้อบัญญัตินั้น
 
.  .  .  .  การศรัทธาต่อบรรดาคัมภีร์มีประโยชน์อย่างมากมายกล่าวคือ
หนึ่ง . . การรู้ถึงการดูแลเอาใจใส่ของอัลลอฮฺตะอาลา  ต่อบ่าวของพระองค์
โดยที่พระองค์ได้ทรงประทานคัมภีร์มายังหมู่ชนเพื่อนำทางพวกเขา
สอง . . การรู้ถึงเจตนารมณ์ของอัลลอฮฺตะอาลาในการประทานบัญญัติมายังทุกหมู่ชน
ตามสถานที่เหมาะสมดังที่อัลลอฮฺตะอาลาตรัสว่า
“ “ “ สำหรับแต่ละประชาชาติในหมูพวกเจ้านั้น  เราได่ฃ้ให้มีบัญญัติและแนวทางไว้ “ “ “
(อัลมาอิดะฮฺ 48)
สาม . . การขอบคุณในความเมตตาของอัลลอฮฺในการนี้
.  .  .  การศรัทธาต่อบรรดาร่อซูล
อัรรูซูล  เป็นคำพหูพจน์ของร่อซูล  หมายถึง  ผู้ถูกส่งมาเพื่อแจ้งสิ่งหนึ่งสิ่งใด
ความหมายในที่นี้หมายถึง  มนุษย์ผู้ได้รับวะฮีย์อันเป็นบัญญัติหรือคำสั่งให้เผยแผ่  ร่อซูล
ท่านแรกคือนบีนัวธฮฺ อลัยฮิสสลาม  และสุดท้ายคือ นบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม
อัลลอฮฺตะอาลาตรัสว่า
“ “ “ แท้จริงเราได้วะฮีย์มายังเจ้า  ดังที่เราได้วะฮีย์มายังนัวะฮฺและนบีอื่นๆหลังจากเขา “ “
(อันนิซาอฺ ที่163)
ในหนังสือซ่อเฮี้ยฮฺของอิมามบุคอรี  จาก ท่านอนัส อิบนุมาลิก ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ  รายงานเกี่ยว
กับหะดีษชะฟาอะฮฺว่า ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  บอกว่า
“ “ ประชาชนทั้งหลายไปจากอาดัม  เพื่อให้ท่านขอชะฟาอะฮฺให้แก่พวกเขา  ท่านแสดงความ
ขัดข้องและกล่าวว่า  ท่านทั้งหลายจงไปหานัวะฮฺซึ่งเป็นร่อซูลที่อัลลอฮฺส่งมา “ “ และระบุหะดีษ
จนจบและอัลลอฮฺตรัสว่า “ “ “ มุฮัมมัดมิได้เป็นบิดาของคนใดในหมู่ชายของพวกท่าน 
แต่เป็นร่อซูลของอัลลอฮฺและเป็นนบีท่านสุดท้าย “ “ “ (อัลอะฮฺซาบ ที่40)
ไม่มีประชาชาติใดที่อัลลออฺจะไม่ทรงแต่งตั้งร่อซูล  นำเอาบทบัญญัติเป็นเอกเทศมาเผยแผ่
ยังกลุ่มชนเหล่านั้น  หรือไม่ก็แต่งตั้งนบีมาแล้วมีวะฮียฺแก่เขาให้นำเอาบทบัญญัติของผู้ที่มาก่อนเขา
  มาฟื้นฟูปรับปรุง
 
 

 
 
zunman [58.11.226.xxx] เมื่อ 30/09/2013 14:40
9
อ้างอิง
อัลลอฮฺตะอาลาตรัสว่า
' ' ' และโดยแน่นอนยิ่งเราได้ส่งร่อซูลมายังทุกประชาชาติ(โดยให้เขากล่าวว่า)
ท่านทั้งหลายจงเคารพสักการะอัลลอฮฺ  และจงออกห่างจากเจว็ด ' ' ' (อัลนะหลุ ที่36)
และพระองค์ตรัสว่า
' ' ' ไม่มีประชาชาติใดในอดีต  นอกจากในประชาชาตินั้นๆต้องมีผู้ตักเตือน ' ' '(ฟาฎิร ที่24)
และพระองค์ตรัสว่า
' ' ' แท้จริง เราได้ลงเตารอฮฺมา  โดนในนั้นมีข้อแนะนำและแสงสว่าง  ซึ่งบรรดานบีที่สวามิภักดิ์
ได้ใช้อัตเตารอฮฺตัดสินผู้ที่เป็นยิว ' ' ' (อัลมาอิดะฮฺ ที่44)
และบรรดาร่อซูลนั้นก็คือ  ปุถุชนกลุ่มหนึ่งที่ถูกบังเกิดขึ้นมา  โดยไม่มีคุณสมบัติของการเป็น
พระผู้เป็นเจ้า  และเป็นผู้ได้รับการเคารพสักการะแต่อย่างใด
อัลลอฮฺซูบฮานะฮูวะตะอาลาได้ตรัสเกี่ยวกับท่านนบีมุฮัมมัดในฐานะท่านเป็นหัวหน้าบรรดาร่อซูล
และมีเกียรติสูงสุด ณ อัลลอฮฺกว่าร่อซูลท่านอื่นๆว่า
' ' ' จงกล่าวเถิด(มุฮัมมัด)  ว่าฉันไม่มีอำนาจที่จะครอบครองประโยชน์ใดๆ  ไว้เป็นกรรมสิทธิ์
แก่ตัวของฉันได้  นอกจากสิ่งที่อัลลอฮฺทรงประสงค์เท่านั้น  และหากฉันเป็นผู้ที่รู้สิ่งเร้นลับแล้ว
แน่นอนฉันก็ย่อมกอบโกยสิ่งดีๆไว้มากมายแล้ว  และความชั่วร้ายก็ย่อมจะไม่กระทบฉันได้
ฉันมิใช่ใครอื่นนอกจากผู้ตักเตือน  และผู้ประกาศข่าวดีแก่กลุ่มชนที่ศรัทธาเท่านั้น
' ' ' (อัลอะอฺรอฟ ที่188)และพระองค์ตรัสว่า
' ' ' จงกล่าวเถิด(มุฮัมมัด)  แท้จริงฉันไม่มีสิทธิ์อำนาจจะให้โทษหรือให้ประโยชน์ใดๆ
แก่พวกท่านได้ ' ' '
(อัลญิน ที่21)
' ' ' จงกล่าวเถิด(มุฮัมมัด)  แท้จริงจะไม่มีผู้ใดคุ้มกันฉัน  จากการลงโทษของอัลลอฮฺได้
และฉันจะไม่พบที่พึ่งอื่นใดเลยนอกจากพระองค์เท่านั้น ' ' ' (อัลญิน ที่22)
นอกจากจะไม่มีคุณสมบัติของการเป็นพระเจ้าแล้ว  ยังมีคุณสมบัติของการเป็นมนุษย์
ติดตามมา  เช่น ความเจ็บป่วย ความตาย ความต้องการกินอาหาร เครื่องดื่มและอื่นๆจากนั้นอีก
อัลลอฮฺตะอาลา  ได้ตรัสเกี่ยวกับท่านนบีอิบรอฮีม อะลัยฮิสซ่อลาตุวัสสะลาม
โดยที่ท่านได้บอกคุณลักษณะของพระผู้เป็นเจ้าของท่านว่า
' ' ' และพระองค์คือผู้ทรงให้อาหารแก่ข้าพระองค์ และทรงให้น้ำดื่มแก่ข้าพระองค์ ' ' '
' ' ' และเมื่อข้าพระองค์เจ็บป่วย  พระองค์ก็ทรงให้ข้าพระองค์หายป่วย ' ' '
' ' ' และพระองค์คือผู้ทรงให้ข้าพระองค์ตาย  และก็ให้ข้าพระองค์ฟื้นคืนชีพ ' '
'(อัซซุอะรออฺ ที่79 80 81)
และท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า
' ' อันที่จริงฉันเป็นปุถุชนคนหนึ่งเหมือนกับพวกท่าน  ฉันลืมเช่นเดียวกับที่พวกท่านลืม
ดังนั้นเมื่อฉันลืม ก็จงเตือนฉัน ' '
' ' ' แท้จริงเขาเป็นบ่าวที่กตัญญูรู้คุณยิ่ง ' ' '
และพระองค์ได้ทรงกล่าวกับท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ว่า
' ' ' มหาบริสุทธิ์ผู้ที่ทรงทยอยลงอัลฟุรกอน(อัลกุรอาน)แก่บ่าวของพระองค์  เพื่อที่เขา
จะเป็นผู้ตักเตือนแก่สากลโลก ' ' ' (อัลฟุรกอน ที่1)
พระองค์ได้ตรัสเกี่ยวกับท่านนบีอิบรอฮีม  อิสฮาก และยะกู๊บ อะลัยฮิมุสสลาม ว่า
' ' ' และจงรำลึกถึง  บ่าวของเราทั้งหลาย อาทิ อิบรอฮีม อิสหาก และยะกู๊บ ผู้ที่เข้มแข็ง
และสายตาไกลในเรื่องศาสนา ' ' '
' ' ไ แท้จริงเราได้เลือกขเาโดยเฉพาะ  เพื่อเตือนให้รำลึกถึงปรโลก ' ' '
' ' ' และแท้จริง  พวกเขานั้น ณ ที่เรา  แน่นอนอยู่ในหมู่ผู้ที่ได้รับการคัดเลือก(เพราะพวกเขา)
เป็นคนดี ' ' '(ศ็อด ที่45 46 47)
และพระองค์ได้ตรัสเกี่ยวกับอีซาบุตรมัรยัมว่า
' ' ' แและเขา(อีซา)  มิใช่ใครนอกจากเป็นบ่าว  เราได้ให้ความโปรดปรานแก่เขา 
และเราได้ทำให้เขาเป็นอุทาหรณ์แก่วงศ์วานของอิสรออีล ' ' ' (อัซซุครุฟ ที่59)
 
.  .  การศรัทธาต่อบรรดาร่อซูลประมวลได้ 4 ประการ
. . ประการที่หนึ่ง  การสรัทธาว่า  การเป็นร่อซูลของท่านเหล่านั้นเป็นความจริง
เป็นการแต่งตั้งจากอัลลออฺตะอาลา  ฉะนั้น  ผู้ใดปฎิเสธการเป็นร่อซูลของท่านหนึ่งท่านใด
เขาก็ปฎิเสธการเป็นร่อซูลของทุกๆท่าน  ดังที่อัลลอฮฺได้ตรัสว่า
' ' ' กลุ่มชนของนุวะฮฺนั้นได้ปฎิเสธร่อซูลหลานท่าน ' ' ' (อัซซุอะรออฺ ที่105)
พระองค์จึงทรงถือว่าพวกเขานั้นเป็นผู้ปฎิเสธร่อซูลทุกๆท่าน  ทั้งๆที่ในขณะนั้นไม่มีร่อซูล
คนใดนอกจากนุวะฮฺ  อาศัยหลักดังกล่าวนี้พวกนะซอรอที่ปฎิเสธมุ
ฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม
และไม่ดำเนินตามท่าน  ก็เท่ากับว่าพวกเขาปฎิเสธ  อัลมะซีฮฺ อิบนิมัรยัม(นบีอีซา)
และไม้ดำเนินตามท่านด้วย  ทั้งๆที่ท่านได้บอกข่าวดีกับพวกนะซอรอว่า  ท่านนบีมุฮัมมัด
ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  จะมาปรากฎ  และการบอกข่าวดีจะไม่มีความหมายนอกจาก
ท่านนบีมุฮัมมัดจะเป็นร่อซูลมายังพวกเขาด้วย  อัลลอฮฺตะอาลาทรงช่วยเขาให้พ้นจาก
ความหลงผิดและชี้นำไปสู่ทางอันเที่ยงตรงด้วยเถิด
จากบรรดาร่อซูล  อัลลอฮฺได้ทรงระบุพวกเขาไว้สองแห่งในอัลกุรอาน  แห่งที่หนึ่งอยู่ใน
ซูเราะฮฺอะฮฺซาบ
' ' '  และจงรำลึกขณะที่เราได้เอาจากนบีหลายท่านและเจ้า(มุฮัมมัด)  ซึ่งคำมั่นสัญญา
ของเขาเหล่านั้นและจากนุวะฮฺ และอิบรอฮีม และมูซา และอีซาบุตรมัรยัม
และเราได้เอาคำมั่นสัญญาอย่างหนักแน่นจากพวกเขา ' ' ' (อัลอะฮฺซาบ ที่7)
 
 

 
 
zunman [58.11.226.xxx] เมื่อ 30/09/2013 14:45
10
อ้างอิง
. . ประการที่สอง  การศรัทธาต่อผู้ที่เรารู้ชื่อเขาว่าเป็นคนหนึ่งจากบรรดาร่อซูลเป็นต้นว่า
มุฮัมมัด อิบรอฮีม มูซา อีซา และนัวะฮฺ อะลัยฮิมุสสลาม  ทั้งห้าท่านนี้เป็นอุลุลอัซมี่
แห่งที่ 2 ในซูเราะอัซซูรอ  ในดำรัสของพระองค์ที่ว่า
' ' ' พระองค์ได้ทรงบัญญัติศาสนาไว้แก่พวกเจ้า  อย่างที่ได้สั่งเสียเรื่องนั้นไว้แก่นุวะฮฺ
และที่เราได้มีวะฮียฺยังเจ้า(มุฮัมมัด)  และสิ่งที่เราได้สั่งเสียเรื่องนั้นแก่อิบรอฮีม และมูซา
และอีซาโดยสั่งว่า  พวกเจ้าจงดำรงศาสนาไว้  และอย่าแตกแยกกันในเรื่องนั้น
(อัซซูรอ ที่13)
ส่วนผู้ที่เราไม่รู้ชื่อท่าน  เราก็ศรัทธาต่อท่านโดยสังเขป  อัลลอฮฺตะอาลาตรัสว่า
' ' ' และโดยแน่นอนยิ่ง  เราได้ส่งร่อซูลมากมายก่อนหน้าเจ้า(มุฮัมมัด)  บางคนในพวกเขา
มีผู้ที่เราได้เล่าให้เจ้า(ทราบ)  แต่อีกบางคนมีผู้ที่เรามิได้เล่าให้เจ้า(ทราบ) ' ' ' (ฆอฟิร ที่78)
.  .  ประการที่สาม  เชื่อในสิ่งที่เป็นรายงานที่ถูกต้องจากท่านเหล่านั้น
.  .  ประการที่สี่  ปฎิบัติตามบทบัญญัติของผู้ที่ส่งมายังพวกเรา  ซึ่งท่านก็เป็นท่านสุดท้าย
ในบรรดาร่อซูลคือ  ท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  ผู้ซึ่งถูกส่งมายังมวลมนุษย์
อัลลอฮฺตะอาลาตรัสว่า
' ' ' มิใช่เช่นนั้นดอก  ขอสาบานด้วยพระเจ้าของเจ้าว่า  เขาเหล่านั้นจะยังไม่ศรัทธาจนกว่า
พวกเขาจะให้เจ้าตัดสินในสิ่งที่ขัดแย้งกันในระหว่างพวกเขา  แล้วพวกเขาก็ไม่พบความคับใจใดๆ
ในจิตใจของพวกเขาจากสิ่งที่เจ้าตัดสินไป  และพวกเขายอมจำนนด้วยดี ' ' ' (อันนิซาอฺ ที่65)
 
.  .  สำหรับการศรัทธาต่อร่อซูลนั้นมีผลอันสูงส่ง อาทิเช่น
1  .  การรู้ถึงความเมตตาของอัลลอฮฺ  และเอาใจใส่บ่าวของพระองค์ต่อบ่าว
โดยที่พระองค์ได้ส่งบรรดาร่อซูลมายังคนเหล่านั้น  เพื่อชี้นำไปสู่หนทางของอัลลออฺตะอาลา
และแจกแจงแก่คนเหล่านั้นถึงวิธีการทำอิบาดะฮฺ  เคารพภักดีต่อพระองค์  เพราะสติปัญญา
มนุษย์ไม่สามารถที่จะรู้ได้โดยลำพัง
2  .  การขอบคุณอัลลอฮฺตะอาลา  ต่อเนี้ยะมัตอันใหญ่ยิ่ง  บรรดาผู้ดื้ดึงได้ปฎิเสธบรรดาร่อซูล
โดยอ้างอิงว่า  บรรดาร่อซูลของอัลลอฮฺนั้นจะต้องไม่ใช่มนุษย์  พระองค์ได้ทรงกล่าวถึงการอ้าง
ของพวกเขา  และทรงทำลายล้างข้ออ้างด้วยดำรัสของพระองค์ที่ว่า
' ' ' และไม่มีอะไรหักห้ามมนุษย์มิให้ศรัทธา  เมื่อข้อชี้แนวทางอันเที่ยงตรงมายังพวกเขา
นอกจากพวกเขา(จะกล่าวเป็นนัย)ว่า  อัลลอฮฺทรงแต่งตั้งมนุษย์เป็นศาสนทูตหรือ
(มุฮัมมัด)จงกล่าวเถิดว่าหากในแผ่นดินนี้มีมะลาอิกะฮฺเดินไปมาอยู่  ตั้งภูมิลำเนาอยู่ด้วยแล้วไซร้
เราก็จะส่งมะลาอิกะฮฺจากฟากฟ้ามาเป็นศาสนทูต ' ' ' (อัลอิสรออฺ ที่94 95)
อัลลอฮฺตะอาลาได้ทำลายล้างข้ออ้างอันนี้ว่า  จำเป็นที่ร่อซูลจะต้องเป็นมนุษย์เพราะเขาถูก
ส่งมายังผู้อาศัยอยู่บนพื้นพิภพ  ซึ่งเขาเหล่านั้นก็เป็นมนุษย์ปุถุชน  หากชาวแผ่นดินเป็น
มะลาอิกะฮฺอัลลอฮฺก็ต้องทยอยส่งมะลักจากฟากฟ้ามาเป็นร่อซูล  เพื่อที่จะเป็นประเภทเดียวกัน
ทำนองนี้แหละอัลลอฮฺตะอาลาได้ทรงเล่าถึงพวกปฎิเสธบรรดาร่อซูล  โดยที่พวกเขากล่าวว่า
' ' ' พวกเขากล่าว่า  พวกท่าน(ร่อซูล)มิใช่อื่นใดนอกจากเป็นปุถุชนเยี่ยงเรา  พวกท่านประสงค์
ที่จะกีดกันพวกเราจากสิ่งที่บรรพบุรุษของพวกเราเคยเคารพบูชา
ดังนั้นพวกท่านจงนำหลักฐานอันชัดแจ้งมาให้เราซิ ' ' '
' ' ' บรรดาร่อซูลของพวกเขากล่าวแก่พวกเขาว่า  พวกเรามิใช่อื่นใด  นอกจากเป็นปุถุชนเยี่ยง
พวกท่านแต่ทว่าอัลลอฮฺทรงโปรดปรานผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์  จากปวงบ่าวของพระองค์ 
ไม่บังควรแก่เรา
ที่จะนำหลักฐานมาแสดงแก่พวกท่าน  เว้นแต่โดยอนุมัติของอัลลอฮฺเท่านั้น ' ' '
(อิบรอฮีม ที่10 11)
3 . การรักบรรดาร่อซูลอะลัยฮิมุศศ่อลาตุวัสสลาม  และยกย่องท่านเหล่านั้น
สรรเสริญท่านตามความหมายเหมาะสม  เพราะท่านเหล่านั้นเป็นร่อซูลของอัลลอฮฺ
และเพราะว่าท่านเหล่านั้นปฎิบัติการเคารพภักดีพระองค์
เผยแผ่ศาสนาของพระองค์  และตักเตือนปวงบ่าวของพระองค์
.  .  .  .  .  การศรัทธาต่อวันปรโลก
อัลเยามุลอาคิร คือ วันกิยามะฮฺ  ซึ่งในวันนั้นมนุษย์จะถูกทำให้ฟื้นคืนชีพ  เพื่อการชำระสอบสวน
และการตอบแทน  การที่ได้ชื่อว่า  อัลเยามุลอาคิร(วันสุดท้าย)ก็เพราะว่า  ไม่มีวันอื่นหลัง
จากนั้นอีกพวกชาวสวรรค์ก็ประจำอยู่ที่ของตน  พวกชาวนรกก็ประจำอยู่ในที่ของตน
.  .  .  .  .  การศรัทธาต่อปรโลก  ประมวลไว้ด้วย 3 ประการ
.  .  ประการที่หนึ่ง  การศรัทธาต่อการฟื้นคืนชีพ  คือการให้คนตายได้ฟื้นคืนชีพ  ขณะมีการเป่าสังข์
ครั้งที่ 2 มนุษย์ทั้งหลายก็จะฟื้นขึ้นไปหาพระผู้เป็นเจ้าแห่งสากลโลก  ในสภาพเดินเท้าเปล่า
เปลือยกาย อวัยวะเพศชายไม่ถูกขลิบหนังหุ้มปลาย
อัลลอฮฺตะอาลาตรัสว่า
' ' ' ดังเช่นที่เราได้เริ่มให้มีการบังเกิดขึ้นครั้งแรก  เราจะให้เขากลับเป็นขึ้นอีก  เป็นสัญญาณ
ผูกพันกับเราแท้จริงเราเป็นผู้กระทำอย่างแน่นอน ' ' '(อัลอัมบิยาอฺ ที่104)
การบังเกิดขึ้นมาใหม่นั้นเป็นความจริง  โดยมีหลักฐานจากอัลกุรอาน  และหะดีษ  และการเห็น
พ้องต้องกันของบรรดามุสลิมีน  อัลลอฮฺตะอาลาตรัสว่า
' ' ' หลังจากนั้น  แท้จริงพวกเจ้าต้องตายอย่างแน่นอน(15)
แล้วแท้จริงพวกเจ้าจะถูกให้ฟื้นคืนชีพขึ้นในวันกิยามะฮฺ ' ' ' (อัลมุมินูน ที่15  16)
 

 
 
zunman [115.87.102.xxx] เมื่อ 1/10/2013 19:04
12
ความคิดเห็นของผู้เข้าชม
รูปประกอบความคิดเห็น :
ชื่อผู้แสดงความคิดเห็น :
สถานะ : รหัสผ่าน :
อีเมล์ :
ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง :
รหัสความปลอดภัย :