AZSUNNAHTHAI  
               AZSUNNAH MADINAH

สถิติ
เปิดเมื่อ3/09/2013
อัพเดท8/09/2017
ผู้เข้าชม10829
แสดงหน้า15265
ปฎิทิน
January 2020
Sun Mon Tue Wed Thu Fri Sat
   
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
31
 




ละหมาดอีด

ละหมาดอีด
อ้างอิง อ่าน 538 ครั้ง / ตอบ 1 ครั้ง
...............อิดิลอัฎฮาและการละหมาดกล่างแจ้ง
..........จุดมุ่งหมายของศาสนาอิสลาม

อิสลามเป็นระบอบการดำเนินชีวิตที่ อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮู วะตะอาลา  ทรงประทานแก
โลกมนุษย์โดยการแต่งตั้ง  ท่านศาสนทูตมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะวัลลัม  ให้ทำ
การเผยแผ่ดังปรากฎในอัล กุรอาน  ซูเราะฮฺ อัล อัมบิย้าอฺ  อายะฮฺที่ 107 ว่า
' ' เรามิได้ส่งเจ้ามา(โอ้มุฮัมมัด)นอกจากเป็นความเมตตาแก่ชาวโลกทั้งผอง ' '
ด้วยเหตุนี้บทบัญญัติของพระองค์จึงครอบคลุมถึงผู้ศรัทธาทั่งทุกหนทุกแห่ง  ไม่ว่าจะ
อยู่ในส่วนไหนของโลก  สามารถที่จะปฎิบัติให้เป็นไปตามคำสอนของพระองค์ได้โยสมบูรณ์ 
แต่เนื่องจากในบางแห่ง
บางกรณีย์อาจจะมีลักษณะพิเศษไปกว่าปกติ  อัลลอฮฺจึงทรงบัญญัติให้ท่านร่อซูล มาแจ้งว่า
' ' สูเจ้าจงอิบาดะฮฺ(ภักดี)ต่อพระองค์ตามที่สูเจ้าสามารถจะทำได้ ' ' เช่น ละหมาดเป็นต้น
ตามปกตินั้นให้ยืนละหมาด  แต่ถ้าไม่สามารถยืนละหมาดได้ก็ให้นั่งละหมาด
ถ้าไม่สามารถนั่งก็ให้นอนละหมาดได้เป็นต้น
หรืออย่างเช่นการถือศิล อด  ตามปกติบัญญัติที่ให้ถือศิลอดนั้น  ให้ปฎิบัติทุกวันในเดือน
รอมฎอนแต่ถ้าไม่สามารถถือศิลอดได้เพราะป่วย  ก็ให้งดการถือไว้ก่อน  เมื่อหายป่วยแล้ว
จึงค่อยถือศิลอดชดใช้ภายหลังได้  แต่ถ้าไม่สามารถทำได้เลย เช่น คนชรา คนป่วยที่ไม่อาจ
จะรักษาให้หายได้
อย่างนี้ก็ให้เขาบริจาคอาหารแทนการถือศิลอดทุกๆวันได้  ซึ่งการบริจาคนี้เรียกว่า  ' ฟิดยะฮฺ '
................การบำเพ็ญฮัจญ์
อิบาดะฮฺบางอย่างอิสลามกำหนดให้ผู้ศรัทธาปฎิบัติเพื่ออัลลอฮฺ  แล้วยังมีเป้าหมาย
เพื่อความเป็นปึกแผ่น  เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในระดับโลกเลยที่เดียว  เช่นการบำเพ็ญฮัจญ์
เป็นต้น
...........ความเป็นมาของวันอีด
คำว่า ' อีด ' แปลว่า  กลับมา  เวียนมาบรรจบ  ครบรอบ  มาจากลากสัพท์ที่ว่า  ' อาดะฮฺ '
วันอีดในอิสลามมีอยู่สองวัน  คือ อิดิลฟิตรี และอีดิลอัฎฮา
อิดิลฟิตรีนั้นเป็นวันเฉลิมเนื่องในโอกาศครบรอบของการถือศิลอด  เดือนรอมฎอน  ตรงกับวันที่
1 เดือนเชาวาล  เดือนที่ 11 ของปฎิทินอาหรับ
อีดิลอัฎฮา  ตรงกับวันที่ 10 เดือนซุลฮิจญะฮฺ  เดือนที่ 12 ของปฎิทินอาหรับ  เป็นเทศกาลสำคัญ
ที่มุสลิมผู้บำเพ็ญฮัจญ์ที่มาจากส่วนต่างๆของโลกได้ไปชุมนุมพร้อมกัน ณ ทุ่งอะรอฟะฮฺ  แล้วพา
กันหลั่งไหลมาที่ตำบลมีนา  ในเมืองมักกะฮฺเพื่อทำพิธีต่างๆตามแนวทางของการทำฮัจญ์  และ
ทำการเชือดกุรบาน
(อูฐ วัว แพะ แกะ )  เพื่อเอาเนื้อแจกจ่ายแก่คนยากคนจนโดยทั่วไป
การกำหนดให้มีวันอีดทั้งสองดังกล่าวมานี้มีขึ้นโดยที่อัลลอฮฺ ศุบฮานะฮูวะตะอาลา  ให้ท่านศาสนทูต
มุฮัมมัด ประกาศเมื่อครั้งที่ท่านเดินทางอพยพไปถึงมะดีนะฮฺได้ไม่นานนัก  ดังปรากฎหลักฐานจาก
หะดีษดังนี้
' ' ท่านอนัสกล่าวว่า  ท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  ได้เดินทางมาถึงมะดีนะฮฺ  ในขณะ
ที่ชาวเมืองนี้มีวันสำคัญของเขาอยู่สองวันที่สนุกสนานกัน  ดังนั้น  ท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัย
ฮิวะซัลลัม 
จึงบอกว่าแท้จริงอัลลอฮฺทรงเปลี่ยนวันทั้งสองให้แก่สูเจ้าเป็นวันใหม่สองวันที่ดีกว่าเก่า  คือ 
วันอัฎฮา  และวัน อัล ฟิตรี
จากหะดีษข้างต้นนี้ทำให้เราได้ทราบว่า ท่าน นบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมได้แจ้งแก่ชาว
เมืองมะดีนะฮฺว่า
อัลลอฮฺทรงกำหนดวันอิดิลฟิตรีและอิดิลอัฎฮามาแทนวันสำคัญสองวันที่เคยมีมาในสมัยญาฮิลียะฮฺ
อันนี้เป็นการกำหนดในวาระแรกที่ท่าน นบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  เดินทางไปถึงมะดีนะฮฺ 
ซึ่งก็เป็นปีแรกในการอพยพครั้งใหญ่นั่นเองส่วนที่ปรากฎในหนังสือบางเล่มว่า  อิดิลฟิตรีถูกกำหนด
ขึ้นในปีที่สองของฮิจเราะฮฺนั้น
หมายถึงการกำหนดพิธีปฎิบัติในวันสำคัญดังกล่าว
 
................วิธีกำหนดวันอีดทั้งสอง
การกำหนดวันอีดิลฟิตรีนั้นใช้วิธีกำหนดโดยการดูดวงจันทร์  ทั้งในการเริ่มถือศิลอด
และการสิ้นสุดของการถือศิลอด  โดยท่านนบีกล่าวว่า
' ' สูเจ้าจงถือศิลอดเมื่อเห็นดวงจันทร์(ขึ้นหนึ่งค่ำรอมฎอน)  และจงสิ้นสุดการถือศิลอดด้วยการ
เห็นดวงจัทร์(ขึ้นหนึ่งค่ำเชาวาล) ' '
สำหรับปัญหาที่ว่าเมื่อได้มีการเห็นดวงจันทร์จากที่ใดที่หนึ่งแล้ว  ที่อื่นๆหรือเมืองอื่นๆจำต้องถือ
ปฎิบัติตามด้วยหรือไม่นั้น  เป็นปัญหาที่อุลามาอฺมีความเห็นแตกแยกออกเป็นสองฝ่าย
ฝ่ายหนึ่งได้แก่  ท่านอิมามฮานาฟี มาลิกี และฮัมบาลี  มีความเห็นว่า  เมื่อที่หนึ่งที่ใดได้เห็นดวง
จันทร์แล้ว  ที่อื่นๆหรือเมืองอื่นๆจะต้องยึดถือตามการเห็นของสถานที่นั้น  โดยไม่คำนึงเรื่องความ
แตกต่างของเวลาและมัตละฮฺ  ทั้งนี้ถ้าข่าวการเห็นดวงจันทร์ที่ได้รับมานั้นเป็นข่าวที่เชื่อถือได้
สำหรับอิมามชาฟิอีเพียงท่านเดียวที่มีความเห็นว่า  ' การเห็นดวงจันทร์ในที่ใดที่หนึ่งนั้นไม่มีผล
บังคับแก่เมืองอื่น '   และอุละมาอฺในมัซฮับชาฟิอีก็ได้อธิบายเพิ่มว่า  ' ยกเว้นเมืองที่มีมัตละอฺ
เดียวกันก็ถือว่าเป็นการเห็นของตนด้วย  จึงต้องปฎิบัติตาม
สำหรับการกำหนดวันอีดิลอัฎฮานั้นก็ใช้หลักเดียวกันกับการกำหนดวันอีดิลฟิตรี
เมื่อดูดวงจันทร์จนกำหนดวันที่ 1 เดือนซุลฮิจญะฮฺได้แล้วก็ให้นับไปถึงวันที่ 10 ก็จะเป็นวัน
อีดิลอัฎฮาจากแนวทางที่กล่าวมานี้จะเห็นได้ว่าสามารถกำหนดวันขึ้นหนึ่งค่ำได้เองในทุกๆแห่ง
แต่ความจริงหาได้เป็นเช่นนั้นไม่  เนื่องจากในหลักการอิสลามได้มีข้อปฎิบัติอยู่อย่างหนึ่งที่
เกี่ยวพันกับวันอะรอฟะฮฺ  ซึ่งตรงกับวันที่ 9 เดือนซุลฮิจญะฮฺ  นั่นคือ  การถือศิลอดสุนัต
วันอะรอฟะฮฺนั่นเอง
ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  สอนว่า
' ' การถือศิลอดวันอะรอฟะฮฺนั้น  ฉันหวังผลบุณจากอัลลอฮฺ  ที่จะได้อภัยความผิดในปีนี้และ
ปีต่อไปด้วย
 

 
 
zunman [58.11.249.xxx] เมื่อ 14/01/2017 13:57
1
อ้างอิง
ท่านนบีสอนให้เราทั้งหลายที่ไม่ได้ไปทำอัจญีได้ถือศิลอด  วันอะรอฟะฮฺ  ด้วยเหตุนี้ทุกคน
จึงจำต้องรอวันอะรอฟะฮฺเสียก่อนว่าเป็นวันอะไร  เมื่อทราบวันอะรอฟะฮฺแล้วก็จะสามารถ
ปฎิบัติอิบาดะฮฺได้อย่างถูกต้อง  ซึ่งนับได้ว่าเป็นวันของมุสลิมโลกทีเดียว
เมื่อทราบวันอะรอฟะฮฺแล้ววันรุ่งขึ้นจึงเป็นวันอีดิลอัฎฮาโดยปริยาย  ด้วยเหตุนี้
การกำหนดวันอีดิลอัฎฮา(ในที่อื่น)  จึงผูกพันอยู่กับการกำหนดวันอะรอฟะฮฺดังที่ได้กล่าวมา
บรรดามุสลิมทั่วโลกได้ยึดถือปฎิบัติตามนี้โดยทั่วกัน  อันเป็นการบ่งให้เห็นถึงความพร้อม
เพียงกันตามนัยยะแห่งเจตนารมณ์ของอิสลาม
สำหรับในเรื่องนี้ได้มีผู้เข้าใจผิดๆว่า  ' เราต้องกำหนดวันที่ 10 ซุลฮิจญะฮฺของเราเองไม่ต้อง
ไปรอการกำหนดวันอะรอฟะฮฺก็ได้   และอ้างว่าวันอะรอฟะฮฺก็คือวันที่ 9 ซุลฮิจญะฮฺ  ใครที่จะ
ถือศิลอดวันอะรอฟะฮฺก็ให้ถือในวันก่อนวันอีดหนึ่งวันก็นับว่าถูกต้อง
จะเห็นว่าผู้ที่มีความคิดเห็นดังกล่าวนี้ยังไม่เข้าใจตังบทหะดีษที่บ่งใช้ให้เราถือศิลอด
วันอะรอฟะฮฺซึ่งความจริงตัวบทระบุไว้อย่างชัดเจนว่า  ' ถือศิลอด วันอะรอฟะฮฺ (เศามุเยามิ
อะรอฟะฮฺ)ตัวบทไม่ได้ระบุว่าให้ถือศิลอด  วันที่ 9 ถ้าตัวบทหะดีษระบุวันที่ 9 ก็อาจตีความหมาย
ไปได้ว่าวันที่ 9 ของใครตรงกับวันใดก็ให้ทำตามของตัว  แต่ในตัวบทบ่งชัดถึง วันอะรอฟะฮฺ
จึงไม่มีทางเลี่ยงไปเป็นอื่น
ถ้าจะถือศิลอดวันที่ 9 ตามที่กำหนดเองก็อาจจะไม่ตรงวันจริงของอะรอฟะฮฺ
ดังนั้น  ข้อที่ถูกต้องก็คือ  ถือศิลอด  วันที่ 9 และต้องเป็นวันอะรอฟะฮฺด้วย
มีผู้เข้าใจผิดว่า  ถ้ารออะรอฟะฮฺเสียก่อนจึงจะกำหนดวันอีดได้  ก็คงหมายความว่าเราปฎิบัติ
ศาสนากิจตามซาอุดิ อารเบีย
ความเข้าใจผิดๆเช่นนี้มักเกิดกับผู้ที่ไม่ได้พิจารณาตัวบทหะดีษ  แต่ใช้พิจารณาเอาจากความรู้
สึกของตนความจริงการถือศิลอดวันอะรอฟะฮฺนั้นมันเป็นคำสั่งมาจากศาสนา  ทีนี้อะรอฟะฮฺเป็น
ทุ่งทะเลทรายที่อยู่ใน
ซาอุดิ อารเบีย  ก็เลยดูคล้ายว่าเราปฎิบัติศาสนาตามอาหรับ  ซึ่งความจริงหาได้เป็นเช่นนั้นไม่
หากแต่เราปฎิบัติตามตัวบทหะดีษ  ที่ให้ถือศิลอดในวันอะรอฟะฮฺนั่นเอง
 
....................สถานที่ละหมาดอีดทั้งสอง
ในหนังสืออัล ฟิกฮฺ อะลามะซาฮิบิล อัรบะอะติ  กล่าวว่า
' สมควรปฎิบัติละหมาดอีดทั้งสอง ณ ลานกว้าง  และถ้าไม่มีอุปสรรคใดๆแล้วไม่ควร
ละหมาดอีดในมัสยิด  ยกเว้นที่มักกะฮฺ  เพราะในเมืองนี้ปฎิบัติละหมาดในมัสยิดหะรอม
มีผลดีกว่าที่อื่น  เพราะเป็นที่ ที่ประเสริฐ  กับได้มองเห็นกะบะฮฺ
เท่าที่บอกไปว่าไม่ควรละหมาดอีดในมัสยิดนั้น(ยกเว้นมักกะฮฺ)ก็เพราะการละหมาดอีด
ในมัสยิดเป็นการกระทำที่ไม่ตรงตามซุนนะฮฺ  แม้ว่ามัสยิดจะกว้างขวางพอให้คนละหมาด
ได้ก็ตามและไม่เป็นที่ขัดข้องที่จะละหมาดอีดในมัสยิด  เนื่องจากมีอุปสรรคภายนอก เช่น มีฝน
เป็นต้น การให้ละหมาดอีดทั้งสอง ณ มุศอลลา หรือที่ลานกว้างนั้นปรากฎหลักฐานใน บุคอรีและ
มุสลิมว่า'  รายงานจากท่านอบูสอีดว่า  ในวันอีดิลฟิตรีและอีดิลอัฎฮานั้น  ท่านร่อซูลได้ออก
ไปยังมุศอลลาสิ่งแรกที่ท่านเริ่มทำ  คือละหมาดอีด  เมื่อเสร็จแล้วท่านได้หันหน้าสู่ประชาชน
โดยที่พวกเขายังอยู่ในแถวอย่างนั้น  ท่านรอซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้ให้คำแนะนำ
สั่งสอนพวกเขา
.....................มุศอลลาของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม อยู่ที่ไหน
ในหนังสือ ซาดุล มะอ้าด  ของท่านอิมาม อิบนุล เญาซียฺ  เล่ม 1 หน้า 121
' ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  ได้ละหมาดอีดทั้งสอง ณ มุศอลลา  สถานที่นี้อยู่ตรง
ประตูของมะดีนะฮฺ
ด้านทิศตะวันออก  เป็นสถานที่ ที่กองคาราวานของพวกฮุจจ๊าญ(ผู้บำเพ็ญฮัจญ์)มาลง
พักที่นั่น(ปัจจุบันสถานที่นี้อยู่ใกล้มัสยิดอัล ฆอมามะฮฺ)
..................ท่านนบี  ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  ละหมาดอีดในมัสยิดเมื่อมีอุปสรรค
ปรากฎในหนังสือสุนันอบูดาวู๊ด  และอิบนุ มาญะฮฺ  โดยท่าน อบูฮุรอยเราะฮฺ  รายงานว่า
' ได้เกิดฝนตกขึ้นมาในวันอีด  ดังนั้นท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม จึงได้ทำละหมาด
อีดกับประชาชนในมัสยิด '
ในหนังสือ อัลมุฆนี  ของท่านอิมามอิบนุ กุดามะฮฺ  หน้า 276  ในบทที่ว่าด้วย  'ละหมาดอีด
ทั้งสอง'ได้คัดค้านการละทิ้งแบบฉบับของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  ไว้ดังนี้
' สำหรับเราทั้งหลาย  มีเหตุผลว่า   ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  ได้ออกไปละหมาด
ที่มุศอลลาไม่ได้ละหมาดอีดในมัสยิดของท่านและบรรดาค่อลีฟะฮฺต่อจากท่านก็ได้ทำเช่นนั้น
  เพราะท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  จะไม่ละเลยสิ่งที่ดีกว่า  ทั้งๆอยู่ใกล้แล้วยังไปทำ
สิ่งที่น้อยกว่า
ทั้งๆที่อยู่ไกลด้วย  ท่านจะไม่บัญญัติแก่ประชากรของท่านให้ละทิ้งสิ่งที่มีความประเสริฐแน่ๆ
อีกประการหนึ่งเราทั้งหลายได้รับคำสั่งให้ปฎิบัติตามท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม 
   จึงเป็นไปไม่ได้ว่า
สิ่งที่ท่านให้ทำเป็นสิ่งที่ด้อยกว่า  แล้วสิ่งห้ามทำกลับสมบูรณ์กว่า  และไม่มีการอ้างจาก
ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  เลยว่าได้ทำละหมาดอีที่มัสยิด  นอกจากว่าต้องมีอุปสรรค
อีกอย่างหนึ่ง  การละหมาดอีดที่มุศอลลาถือได้ว่าเป็น 'อิจมาฮฺ'  ของมวลมุสลิมเนื่องจาก
ประชาชนทุกยุคทุกสมัยและทุกแห่งต่างก็ออกไปละหมาดที่มุศอลลาทั้งนั้น  ทั้งๆที่มัสยิดที่
กว้างขวางก็มี  ที่คับแคบก็มี
ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  ได้ละหมาดอีดที่มุศอลลาทั้งที่มัสยิดของท่านเป็นสถานที่
ที่ประเสริฐกว่าด้วย
อีกอย่างหนึ่ง  ละหมาดสุนัตนั้นให้ละหมาดที่บ้านประเสริฐกว่า  ละหมาดที่มัสยิด  ทั้งๆที่ความจริง
มัสยิดเป็นสถานที่ที่ประเสริฐกว่า  ท่านไซยิดินา อะลียฺ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ  เคยกล่าวแก่ผู้ชวน
ท่านไปละหมาดในมัสยิด
เพื่อเห็นกับคนอ่อนแอ  คนตาบอดที่มาร่วมละหมาด ว่า
' ' ถ้างั้น  ฉันก็ปฎิบัติขัดกับซุนนะฮฺ  น่ะซี ' '
 
'...............สรุปเรื่อง
1...ละหมาดอีดทั้งสองนั้น ท่านนบี  ได้ปฎิบัติที่มุศอลลา  คือ ลานกว้าง
2...เมื่อมีอุปสรรคเกิดขึ้น เช่น มีฝนตก ท่านนบี จะละหมาดในมัสยิด
3...ที่ให้ออกไปละหมาดอีดในลานกว้างเป็นซุนนะฮฺ  ไม่ใช่วาญิบ
4...ท่านอิมามทั้งสาม  คือท่านอิมามฮานาฟี อิมามมาลิกี และท่านอิมามฮัมบาลี
มีความเห็นว่า  ละหมาดอีดในลานกว้างนั้นประเสริฐกว่า(คืออัฟฎ้อลกว่า) ละหมาดในมัสยิด
ทั้งนี้ด้วยเหตุผลที่ว่า  ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้ปฎิบัติเช่นนั้นเป็นประจำทุกๆปี
5...ท่านอิมามชาฟิอีผู้เดียวที่มีความเห็นว่า  ควรละหมาดอีดในมัสยิด  ดีกว่าละหมาดที่
ลานกว้างหรือมุศอลลา  ทั้งนี้ท่านถือการกระทำในมักกะฮฺเป็นข้ออ้าง
6...ละหมาดอีดในมัสยิดนั้นย่อมใช้ได้  ถือว่าได้ละหมาดอีดเหมือนกัน  แต่ขาด อัฟฎ้อล เพราะ
ไม่ได้ปฎิบัติตามซุนนะฮฺของท่านนบี    ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ซึ่งในประเด็นนี้อุลามะฮฺ
ได้โต้แย้งไว้แล้ว
จึงเห็นควรปฎิบัติให้ตรงตามซุนนะฮฺย่อมเป็นสิ่งประเสริฐยิ่ง
...                                ..จากหนังสือเรื่อง
........                      อีดิลอัฎฮาและการละหมาดกลางแจ้ง
.      ฝ่ายวิชาการสถาบันนักศึกษาผู้ใหญ่ธรรมอิสลาม
.          ศูนย์กล่างอิสลามแห่งประเทศ            .กุมภาพันธ์ 2525

 
 
 
zunman [58.11.249.xxx] เมื่อ 29/09/2013 19:34
ความคิดเห็นของผู้เข้าชม
รูปประกอบความคิดเห็น :
ชื่อผู้แสดงความคิดเห็น :
สถานะ : รหัสผ่าน :
อีเมล์ :
ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง :
รหัสความปลอดภัย :