AZSUNNAHTHAI  
               AZSUNNAH MADINAH

สถิติ
เปิดเมื่อ3/09/2013
อัพเดท8/09/2017
ผู้เข้าชม10819
แสดงหน้า15255
ปฎิทิน
January 2020
Sun Mon Tue Wed Thu Fri Sat
   
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
31
 




สะลัฟ

สะลัฟ
อ้างอิง อ่าน 202 ครั้ง / ตอบ 0 ครั้ง
' '   สะลัฟ  ' '
สะลัฟ  คำนี้แปลว่า  เก่าก่อน  เป็นคำที่รู้จักกันในวงการวิชาการว่า  หมายถึงคนรุ่นแรก
นับตั้งแต่สาวกของท่าน นบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  ลงมาจนถึงศตวรรษที่ 3 ของ
ฮิจญ์เราะฮฺศักราช  แนวโน้มของคนรุ่นนี้มีอยู่ว่า  เรื่องต่างๆที่เกี่ยวกับอัลลอฮฺและรอซูล
โดยตรงนั้นต้องยึดตัวบทเป็นที่มา  ซึ่งได้แก่กุรอานและหะดีษ
การรู้จักอัลลอฮฺ(มะอฺรีฟะฮฺ)  มีหลักฐานจากกุรอานดังนี้
' จงกล่าวเถิด(มุฮัมมัด)  ใครให้ปัจจัยยังชีพแก่ท่านทั้งหลาย  จากฟ้าและดินหรือใครกันที่
ควบคุมหูและตา  และใครที่ให้สิ่งเป็นออกมาจากสิ่งตาย  และเอาสิ่งตายออกมาจากสิ่งเป็น
  และใครจัดแจงกิจทั้งปวง  พวกเหล่านั้นจะกล่าวว่า  อัลลอฮฺ'  (ซูเราะฮฺ ยูนุส  ที่31)
' พวกเขาเหล่านั้นไม่ดูฟ้าเบื้องบนหรือว่า  เราสร้างมันอย่างไร  ประดับมันอย่างไร  และมีแนว
(สำหรับโคจร)  และแผ่นดิน  เราก็ได้ขยายออกและให้มีภูเขาต่างๆ  เราได้ให้สิ่งเพาะปลูก
งอกงามให้เมล็ดที่เก็บเกี่ยว  และต้นอินทผลัมที่สูงชลูด '  (ซูเราะฮฺ ก็อฟ ที่ 6ถึง10)
 
เรื่องเอกภาพแห่งพระเจ้า(วะฮฺดานียะฮฺ)  กุรอานระบุว่า
' หากว่าในฟ้าและดินมีพระเจ้าอื่นจากอัลลอฮฺแล้ว  ทั้งสองมันจะเสีย'  (อัล อัมบิยาอฺ ที่22)
' อัลลอฮฺไม่ยึดถือบุตร(ไม่มีลูก)  ไม่มีเจ้าร่วมกับอัลลอฮฺ  มิฉนั้นแต่ละองค์จะสร้างอะไรตาม
ประสงค์และแต่ละองค์ก็จะให้เหนือกว่าองค์อื่น '  (มุอฺมินูน ที่92)
ในเรื่องสัจจะรอซูล(ศิดกุรรอซูล)  มีหลักฐานในกุรอานว่า
' ประกาศเถิด(มุฮัมมัด)  ว่าหากมนุษย์และญินจะร่วมกันเพื่อนำมาซึ่งสิ่งที่เหมือนกุรอานนี้
พวกนั้นก็ไม่อาจนำมาได้  แม้ว่าจะช่วยกันก็ตาม ' (อัล อิสรออฺ ที่88)
' ท่านทั้งหลายจงนำมาซูเราะฮฺหนึ่งเหมือนนี้ ' (อัล บะเกาะเราะฮฺ ที่23)
ส่วนเรื่องวันสุดท้าย(เยามฺอาคิรฺ)  กุรอานระบุหลักฐานว่า
' มนุษย์พูดว่า  ใครจะให้กระดูกผุพังฟื้นขึ้นมาอีก  จงกล่าวเถิดว่า  ผู้สร้างมัน
ครั้งแรกนั่นแหละให้ฟื้นขึ้นมาได้ ' (ยาซีน ที่88ถึง89)
' มนุษย์คิดหรือว่า  เขาจะถูกทอดทิ้ง  เขาเป็นหยดหนึ่งจากอสุจิมิใช่หรือ  ต่อมากลาย
เป็นก้อนเลือดแล้วพระองค์ทรงสร้างและทำให้สมบูรณ์ทรงบันดาลเป็นคู่คือ  ชายและหญิง
ดังกล่าวยังไม่ใช่ผู้สามารถให้คนตายไปฟื้นขึ้นหรือ ' (อัล กิยามะฮฺ ที่36ถึง40)
หลักศรัทธาที่เกี่ยวกับอัลลอฮฺ รอซูล วันสุดท้าย และอื่นๆ  ฝ่ายสะลัฟยึดมั่นว่า  ต้องได้มาจาก
กุรอานในรูปของตรรกวิทยา  ไม่ต้องไปสร้างรูปกานณ์อย่างพวกมุตะกัลลิมีน  ซึ่งจะก่อความ
สับสนแก่ผู้อื่น  หลักฐานที่มาจากกุรอานและหะดีษ  เข้าใจได้ง่ายๆสามารถสร้างความศรัทธา
แก่จิตใจของคนเรา  ได้เป็นอย่างดี  (ดูใน 'อิลญามมุลอะวาม'หน้า27ถึง30)
ส่วนคุณลักษณะ  พระนามของอัลลอฮฺ  ตลอดจนสภาพของพระองค์ที่ปรากฎอยู่ในภาวะ
คลุมเคลือ(อัล มุตะชาบิฮฺ) นั้น  ก็ต้องคงความหมายเดิมไว้  โดยไม่ผันความหมายให้กลาย
เป็นอื่นเช่น
'  อัลลอฮฺเท่านั้น  ไม่มีเจ้าอื่นใดนอกจากพระองค์  '  จงกล่าวเถิดว่า  อัลลอฮฺทรงเอกะ
'  พระองค์ทรงรู้  '  ทรงรอบคอบ  '  พระองค์ทรงได้ยิน  '  ทรงเห็น  '  ทรงสามารถ  '  พระองค์
ทรงให้อภัย
'  ทรงเมตตา  '  ทรงสร้างฟ้าและแผ่นดินใน 6 วัน   ต่อมาทรงอยู่บนบัลลังก์  '   พวกเหล่านั้น
ทำสิ่งที่ทำให้อัลลอฮฺทรงกริ้ว  '  อัลลอฮฺทรงพอพระทัย  พวกเหล่านั้นพอใจในพระองค์
'  มือของพระองค์  อยู่เหนือมือเขาทั้งหลาย ฯลฯ
ลักษณะต่างๆนี้  พวกสะลัฟยืนยันความหมายเดิม  คืออัลลอฮฺทรงมีสิ่งต่างๆ  ที่ทรงรู้  ทรงได้ยิน  
ฯลฯแต่อวัยวะนั้นๆ  ไม่เหมือนสิ่งใด(ลัยสะกะมิษฮีชัยอุน)  ท่านผู้อ่านคงสังเกตเห็นว่า 
แนวทางของสะลัฟนี้
ไม่ได้เรียนอุศูลุดดีนแบบลักษณะ 20 ซึ่ง  เริ่มแต่  วุญูด กิดัม บะกอ มุคอละฟะฮฺ ฯลฯ
อย่างไรก็ดี  แนวทางแห่งความศรัทธาแบบสะลัฟดังได้กล่าวมาแล้วนั้น  ไม่เป็นที่นิยมของคน
รุ่นหลังหรือที่เรียกกันว่าเคาะลัฟ  โดยเหตุผลที่ว่า  แนวทางดังกล่าวอาจทำให้มองเห็นอัลลอฮฺ
เหมือนมนุษย์
(มัคลูก)  เพราะมีมือ มีหน้า มีตา ฯลฯ  แม้จะเอาอายะฮฺ  (ลัยษะกะมิษฮีชัยอุน)มากำกับไว้ก็ตาม
ก็ยังไม่แน่ว่าจะจูงใจให้ทุกคนสลัดความคิดที่ว่า  อัลลอฮฺจะทรงเหมือนสิ่งนั้นสิ่งนี้ออกไปได้ 
แต่ก็ยังความ
สงสัยให้เกิดขึ้น  เช่นว่า  ในกุรอานระบุว่า  อัลลอฮฺทรงมีมือ  แต่ไม่เหมือนมือมนุษย์หรือมืออื่นๆ
ก็ยังทำให้สงสัยอีกว่า  มืออันนั้นจะเป็นอย่างไร
ด้วยเหตุผลดังกล่าว  นักวิชาการด้านอุศูลในยุคหลัง  จึงได้มาพิจารณาความหมายขึ้นใหม่ให้
เหมาะสม
และพบว่า  หลักภาษานั้นมีความหมายหลายๆนัยที่จะนำมาใช้กับคำต่างๆที่ปรากฎอยู่ในกุรอาน
และบทหะดีษได้เป็นอย่างดี  เช่นคำที่ว่า  'มือของอัลลอฮฺอยู่เหนือมือพวกเขาทั้งหลาย' 
ซึ่งเป็นความหมาย
ตามตัวอักษร  ก็อาจสามารถใช้อีกความหมายหนึ่งได้นั่นคือ  'อำนาจของอัลลอฮฺเหนืออำนาจ
พวกเขา' พวกที่ใช้หลักการนี้เรียกว่า  'เคาะลัฟ'  กลุ่มนี้นักวิชาการให้คำนิยามว่า  เป็นกลุ่มที่
ใช้ความคิดในเรื่อง
อุศูลฯ  ในระยะหลังจาก 300 ปี  แห่งฮิจญ์เราะฮฺศักราชเรื่อยมา  แต่เนื่องจากกลุ่มเคาะลัฟนี้มี
ความคิดในข้อปลีกย่อยไม่ตรงกัน  จึงมีการแยกกลุ่มออกเป็นหลายกลุ่มด้วยกัน  ที่มีชื่อเสียง
เด่นในวงการวิชานี้
ก็คือ  'อัชอฺะรี'
 

 
 
zunman [124.120.190.xxx] เมื่อ 14/01/2017 13:57
ความคิดเห็นของผู้เข้าชม
รูปประกอบความคิดเห็น :
ชื่อผู้แสดงความคิดเห็น :
สถานะ : รหัสผ่าน :
อีเมล์ :
ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง :
รหัสความปลอดภัย :