AZSUNNAHTHAI  
               AZSUNNAH MADINAH

สถิติ
เปิดเมื่อ3/09/2013
อัพเดท8/09/2017
ผู้เข้าชม10819
แสดงหน้า15255
ปฎิทิน
January 2020
Sun Mon Tue Wed Thu Fri Sat
   
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
31
 




อิม่าม ทั้ง 4

อิม่าม ทั้ง 4
อ้างอิง อ่าน 215 ครั้ง / ตอบ 4 ครั้ง

อิมามอบูฮะนีฟะฮฺ ร่อฮิมะฮุลลอฮฺ กล่าวว่า
เป็นที่ต้องห้ามสำหรับผู้ที่ไม่รู้ชัดในหลักฐานที่ฉันอ้างอิง แล้วมาชี้ขาดในคำพูดของฉัน
เพราะเรานั้นก็คือคนธรรมดา เราพูดวันนี้อย่างนี้ พรุ่งนี้เราอาจจะกลับคำพูดใหม่ก็ได้

อิมามมาลิก ร่อฮิมะฮุลลอฮฺ กล่าวว่า
เราเป็นคนธรรมดา มีผิดมีถูก จงพิจารณาคำพูดของฉันด้วย หากถูกต้องตรงกับ อัลกุรอาน
และแบบฉบับของท่านร่อซูล ท่านทั้งหลายจงรับไป แต่ถ้าหากคำพูดของฉันขัดกับ อัลกุรอาน
และแบบฉบับของท่านร่อซูล ก็จงทิ้งไปเสีย

อิมามซาฟิอี ร่อฮิมะฮุลลอฮฺ กล่าวว่า
เมื่อพวกท่านพบว่าในหนังสือของฉันขัดกับแบบฉบับของท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม
พวกท่านก็จงพูดตามแบบฉบับของท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม
และทิ้งคำพูดของฉันเสีย

อิมามอะหมัด อิบนุฮัมบัล ร่อฮิมะฮุลลอฮฺ กล่าวว่า
อย่าตามฉันหรือตามอิมามมาลิก ซาฟิอี และเซารี แต่จงเอาจากสิ่งที่พวกเขาเอามา

 
zunman [124.122.92.xxx] เมื่อ 14/01/2017 13:57
1
อ้างอิง

### อิมามชาฟีอี ###
อิมามชาฟิอี ท่านมีหลักการในการหุก่มไว้ 5 ประการ คือ
1 # กุรอาน
2 # ซุนนะฮฺ
3 # อิจญ์มาอฺ
4 # ฟัตฺวาของเศาะหาบะฮฺ
5 # กิยาส
เรียงตามลำดับดังกล่าวมา ซึ่งอันนั้ท่านได้กล่าวไว้ในหนังสือ อัล อูม เล่มที่7 หน้า 165
มีความว่า
# ความรู้มีหลายระดับ อันดับหนึ่ง คำภีร์และซุนนะฮฺ อันดับสอง มติเอกฉันท์ ต่อสิ่งที่ไม่มี
ระบุในคัมภีร์และซุนนะฮฺที่ประจักชัด อันดับที่สาม คำกล่าวของสาวกบางส่วนที่ไม่มีใครขัดแย้ง
อันดับสี่ คำแตกต่างของบรรดาสาวก ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม อันดับห้า กิยาส #
จากหลักการทั้งห้าประการดังกล่าวนี้ มีอยู่อันหนึ่งที่เคยเกิดความเข้าใจผิดกันมามาก
นั่นคือ ฟัตฺวาของเศาะหะบะฮฺ หรือจะเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า เกาลุศเศาะหาบี อันหมายถึงทัศนะ
ของสาวกผู้หนึ่งที่มีต่อปัญหาที่เกิดขึ้น และไม่มีตัวบทอันชัดเจนมาเป็นหลักฐาน

การเข้าใจผิดเกิดขื้นจากการที่ไปพบทัศนะของท่านอิมามชาฟิอีใน โกลญะดีด ที่ให้ไว้
ณ เมืองอียิปต์ไปหักล้างกับ โกลกอดีม ที่ให้ไว้ ณ เมืองบัฆดาด และปัญหานั้นเคยมีทัศนะของ
สาวก เคยให้ไว้ก่อนแล้ว ท่านอิมามนำมาเป็นหลักฐาน ความจริงมันมีขึ้นในบางปัญหา
แต่บางคนเข้าใจว่าท่านอิมามเลิกใช้ทัศนะหรือฟัตฺวาของเศาะหะบะฮฺไปโดยสิ้นเชิง ถึงกับทำให้
ผู้แต่งหนังสือในสมัยหลังๆนี้ เขียนออกมาชัดๆเลยว่า ท่านอิมามชาฟิอีเลิกใช้ฟัตฺวาเศาะหะบะฮฺ
หรือ เกาลุศเศาะหาบี ไปแล้วในโกลญะดีด โดยผู้เข้าใจผิดเขียนโคลงไว้ตอนหนึ่งว่า
# คำของเศาะหาบีในญะดีดของชาฟิอีไม่ใช้เป็นหลักฐาน ส่วนในกอดีดเป็นหลักฐานมาก่อน
ทว่าอันนี้อ่อน ดังนี้นจึงถูกผลัก #

บรรดาผู้รู้ในบ้านเรา เมื่อได้อ่านพบอย่างนี้ก็เชื่ออย่างสนิทใจ เพราะเมื่อมันเป็นภาษา
อฺรับแล้วคิดว่าเป็นหลักฐานได้ทันที โดยไม่ได้ศึกษาข้อเท็จจริง ด้วยเหตุนี้ เกาลุศเศาะหาบี
จึงได้เป็นเรื่องใหญ่อยู่พักหนึ่ง แต่ต่อมาเงียบหายไปเพราะจำนนต่อความจริงที่ได้มาจาก
คำของท่านอิมามเอง ในหนังสือ อัล อุม เล่ม7 หน้า 265 มีข้อความว่า
# สิ่งที่มีอยู่ในคำภีร์และซุนนะฮฺแล้ว ข้ออ้างของผู้ที่ทราบทั้งสองดีแล้วย่อมฟังไม่ขึ้น
นอกจากต้องทำตามทั้งสองเท่านั้น หากปรากฎว่าไม่มีอยู่ในทั้งสอง เราก็หันไปสู่คำกล่าว
ของบะะดาสาวก หรือคนได คนหนึ่งจากบรรดาสาวก # ข้อความชัดเจนอยู่แล้วจาก
อิมามชาฟิอี
เมื่อเกิดปัญหาขึ้นมาปัญหาหนึ่ง ไปตรวจดูใน กุรอาน หรือหะดีษ หรืออิจญ์มาอฺ ตลอดจนทัศนะ
ของสาวกก็ไม่พบหุกุมอันนี้ จะทำอย่างไร ท่านอิมามชาฟิอีบอกว่า ให้ใช้กิยาส เพราะเกิดความ
จำเป็น อันนี้จะเห็นได้จากคำของท่านเอง ที่ตอบกับอิมามฮัมบาลี ซึ่งอิมามฮัมบาลีกล่าวว่า
# ข้าพเจ้าถามอิมามชาฟิอีถึงเรื่องกิยาส และท่านตอบว่า เฉพาะกิยาสจะใช้ก็ต่อเมื่อมีความจำ
เป็น # จาก หนังสือ ตารีค มะซาฮิบ อัล อิสลามียะฮฺ

อาจมีข้อสงสัยว่า เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้นแล้วไปค้นในกุรอานไม่พบหุก่ม จะเป็นไปได้หรือ ทั้งๆ
ที่เคยได้ยินได้ฟังเสมอว่า กุรอานมีทุกสิ่ง ทุกอย่างครบสมบูรณ์
อันนี้ขอชี้แจงว่า เรื่องที่กุรอานมีทุกสิ่งทุกอย่างครบสมบูรณ์นั้นจริงที่สุด คือครบในเรื่องหลัก
การ ส่วนปัญหาปลีกย่อยนั้น ย่อมจะเกิดขึ้นอย่างไม่รู้จักจบสิ้น ถ้าจะให้กุรอานระบุไว้เสียทุก
ปัญหา มุกมัสอะละฮฺแล้ว กุรอานก็คงไม่สิ้นสุดลงเพียง 30 ญุซอฺ แต่จะต้องมีมาเรื่อยๆ จน
กระทั่งถึงวันกิยามะฮฺทีเดียว ซึ่งเป็นไปไม่ได้ ดังนั้น ที่ว่ากุรอานครบสมบูรณ์นั้น ก็หมายถึงว่ามี
หลักการในการตัดสินปัญหาไว้อย่างครบครัน ขอยกตัวอย่างไว้สักเรื่องหนึ่ง เช่น
ข้าวเปลือกในเมืองไทยเรานี้แหละว่าทำไมจึงต้องออกซะกาต ทั้งๆที่ไม่มีตัวบทระบุไว้เลย
จะค้นในกุรอานก็ไม่มี มีแต่เพียงว่า จงบริจากซะกาต แล้วในบทหะดีษก็ได้มาขยายว่า สิ่งมี่ต้อง
ออกซะกาตมี เงิน ทอง ปศุสัตว์ เมล็ดพืชบางอย่าง เช่นข้าวสาลี เป็นต้น ทีนี้บรรดานักปราชญ์
หรืออุละมาอฺได้พิจารณาแล้วว่า ในตัวหะดีษนั้นบอกว่า ข้าวสาลีต้องออกซะกาต เพราะใช้เป็น
อาหารหลัก แล้วข้าวสารก็เป็นอาหารหลักของเราเช่นกัน จึงมีลักษณะตรงกันว่าทั้งสองอย่างเป็น
อาหาร จึงได้เอาหุกุมของข้าวสาลีมาใช้แก่ข้าวเปลือก คือต้องออกซะกาตเหมือนกันโดยใช้หลัก
กิยาสหรือเปรียบเทียบนั่นเอง อันนี้โดยฝีมือของอุละมาอฺ

จากตัวอย่างที่หยิบยกมาอ้างแล้วนี้ ท่านผู้อ่านคงทราบดีว่า การที่ไม่ได้มีหุกุมปัญหาปลีกย่อย
ระบุอยู่ในกุรอานนั้น มิได้หมายความว่ากุรอานบกพร่อง ไม่สมบูรณ์ ตรงกันข้าม กุรอานสมบูรณ์
ในหลักการใหญ่ๆทุกอย่าง ส่วนปัญหาปลีกย่อยนั้นต้องอาศัยหลักอื่นๆ เช่น อิจญ์มาอฺ หรือกิยาส
เป็นต้น จึงจะได้หุกุมมา
แนวทางอีกอย่างหนึ่งของอิมามชาฟิอีที่แตกต่างกับของผู้อื่นนั่นก็คือ ท่านถือว่า กุรอานกับ
ซุนนะฮฺที่แท้และที่ชัดเจนนั้น มีน้ำหนักเท่ากันในการยึกถือเป็นหลักฐาน ซึ่งอันนี้อิมามคนอื่นๆ
ถือว่าฐานะของซุนนะฮฺนั้นต่ำกว่ากุรอาน ในด้านการเป็นหลักฐาน ดั่งนั้น จากคำพูดของอิมาม
ชาฟิอีในหนังสือ อัลอุม ที่ผ่านมาแล้วส่อให้เห็นได้ชัดว่า ท่านได้จัดอันดับของที่มาจากหุกุมไว้
ห้าอันดับด้วยกัน อันดับที่หนึ่ง คือ คัมภีร์และซุนนะฮฺที่ประจักษ์ชัด ฯลฯ การยึดถือที่มีของหุกุม
ไม่เหมือนกัน หรือจัดอันดับไม่เหมือนกัน นี้จึงมีผลทำให้ปัญหาปลีกย่อยของแต่ละฝ่ายมีหุกุม
ไม่เหมือนกันด้วย

 
zunman [124.122.92.xxx] เมื่อ 12/09/2013 14:27
2
อ้างอิง

### มัซฮับหะนะฟี ###
การวินิจฉัยหุกุมออกมานั้น มัซฮับหะนะฟีมีหลักการว่า จะได้มาจากหลัก 7 ประการ คือ
1 # กุรอาน
2 # ซุนนะฮฺ
3 # ทัศนะของสาวก
4 # กิยาส [การเปรียบเทียบ]
5 #
อิสติหฺซาน [นับว่าดี]
6 #
อิจญ์มาอฺ [มติเอกฉันท์]
7 #
อัล อุรฺฟ์ [ประเพณี]
ทั้งนี้ท่านอิมาม อบูหะนีฟะฮฺ ได้กล่าวไว้มีข้อความว่า
# ข้าพเจ้านำหุกุมมาจากกุรอาน หากไม่พบในกุรอานก็ได้จากซุนนะฮฺของท่านรอซูล ศ็อลลัลลอฮุ
อะลัยฮิวะซัลลัม ถ้าไม่พบในทั้งสองก็จะได้จากคำกล่าวของสาวก ท่านรอซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ซึ่งข้าพเจ้าจะรับเอาหรือไม่เอาจากบางท่านตามความเห็นของข้าพเจ้า โดยข้าพเจ้าจะไม่ทอดทิ้งคำกล่าวของบรรดาสาวกแล้วไปเอาคำของผู้อื่นเป็นอันขาด อนึ่ง หากว่าหุกุมต่างๆ เป็นทัศนะของ อิบรอฮีม นะคออี ซะอฺบี อิบนุซีรีน หะสัน อะฎออฺ หรือสอิด อิบนุ อัล มุซัยยิบ
[เป็นชนชั้นตาบิอีน] นั้น เขาทั้งหลายต่างใช้ความอุตสาหะ ซึ่งข้าพเจ้าก็ใช้ได้เหมือนๆกัน

อีกตอนหนึ่ง ท่านอิมามหะนะฟี กล่าวว่า
# สิ่งที่มีอยู่ในกุรอานและซุนนะฮฺนั้น ข้าพเจ้าจะรับโดยสิ้นเชิง ส่วนที่เป็นคำกล่าวของสาวก
ข้าพเจ้าจะเฟ้นเอาที่เหมาะสม ส่วนคำกล่าวของตาบิอีนนั้น เขาทั้งหลายล้วนเป็นชาย[ผู้มีวิชา]
เราเองก็ชายคนหนึ่งเช่นกัน
อีกตอนหนึ่ง ปรากฎในหนังสือ อัล มะนากิบ ว่า
# ปัญหาต่างๆ จะอาศัยกิยาส ถ้าการกิยาสไม่ได้ผลก็อาศัยอิสติหฺซาน แต่ถ้าไม่ได้ผล
อีก ก็จะหันไปพิจารณาเอาจากสิ่งที่บรรดามุสลิมปฎิบัติมา [ประเพณีนิยม]
จากข้อความที่ได้กล่าวมาแล้ว จะเห็นว่า อิมามหะนะฟีใช้หลักในการวินิจฉัยหุกุม 7 ประการ
ด้วยกัน ดังที่กล่าวมาแล้ว ข้อที่น่าอธิบายให้ผู้อ่านทราบก็คือคำว่า อิสติหฺซาน อิจญ์มาอฺ และ
อัล อุรฺฟุ

# อิสติหฺซาน ตามภาษาแปลว่า นับว่าดี ส่วนในด้านวิชาการหมายถึงการกิยาสที่ลึกล้ำ
[เคาะฟี] ใช้เหตุผลที่ไกล แทนที่จะให้เหตุผลที่ไกล้หรือเห็นได้ชัด [ซฺอหิรฺ] ตัวอย่างเช่น
เราเอาที่ดินเพาะปลูกแปลงหนึ่งทำวะกัฟ แต่มิได้มีการระบุในขณะที่ทำวะกัฟว่าสิ่งเพาะปลูก
ในเนื้อที่นี้เข้าอยู่ในวะกัฟด้วยหรือไม่ ทางหะนะฟีว่า สิ่งเพาะปลูกย่อมเข้าอยู่ในวะกัฟด้วย
เหมือนกัน โดยอาศัยหลักอิสติหฺซานนี่เอง ถ้าว่ากันด้วยเหตุผลทั่วๆไป สิ่งเพาะปลูกบนผืนดิน
นี้ไม่เข้าอยู่ในวะกัฟ เพราะไม่มีระบุมาแต่แรก อันนี้โดยอาศัยการกิยาสจากเรื่องซื้อขาย
เพราะการซื้อขายนั้นก็คือการโอนกรรมสิทธิ์จากเจ้าของเดิมไปสู่เจ้าของใหม่ การวะกัฟก็เช่นกัน
กรรมสิทธิ์ที่อยู่กับเจ้าของเดิมก็ย่อมโอนไปให้แก่ฝ่ายที่รับวะกัฟ ถึอว่าสิ่งเพาะปลูกเข้าอยู่ใน
วะกัฟด้วย เพราะใช้หลักอิสติหฺซาน คือนับได้ว่าเป็นผลดีแก่ฝ่ายรับวะกัฟนั่นเอง
# อิจญ์มาอฺ คือความเห็นเป็นเอกฉันท์ อันหมายถึงว่าบรรดาสาวกของร่อซูล มีความเห็น
ตรงกันในปัญหาไดปัญหาหนึ่ง ซึ่งไม่มีตัวบทระบุไว้อย่างชัดแจ้งสำหรับอิจญ์มาอฺนี้
นักปราชญ์ต่างก็มีความเห็นขัดแย้งกันในประเด็นที่ว่า ภายหลังจากยุคของสาวกแล้ว จะมี
อิจญ์มาอฺได้หรือไม่ ท่านอิมามฮัมบะลีมีทัศนะว่า อิจญ์มาอฺจะมีแต่เฉพาะในยุคศอหะบะฮฺ
เท่านั้น ส่วนอิจญ์มาอฺของนักปราชญ์วิชาฟิกฮฺ ท่านไม่นับว่าเป็นอิจญ์มาอฺ
หรืออีกนัยหนึ่งไม่ถือว่าเป็นหุจณะฮฺ

# อัล อุรฟ คือประเพณีนิยม หมายถึงการยึดถือประฎิบัติของมุสลิมในบางอย่างที่ไม่มี
ตัวบทวางไว้ และสาวกก็มิได้กระทำเป็นตัวอย่างมาก่อน หลักอันนี้ท่านอิมามหะนะฟี ได้วาง
เงื่อนไขว่า ต้องเป็นประเพณีที่ดี [อุรฺฟุนเศาะหิหฺ] และไม่ขัดต่อบทบัญญัติ ถ้าขัดกับบทบัญญัติ
ศาสนาเรียกว่า [อุรฺฟุนฟาสิก] จะนำมาใช้เป็นหุกุมไม่ได้

 
zunman [124.122.92.xxx] เมื่อ 12/09/2013 14:30
3
อ้างอิง

### มัซฮับฮัมบะลี ###
สำหรับมัซฮับฮัมบะลี ซึ่งเป็นมัซฮับที่สี่ ท่านก็ไช้หลักการของอิมามชาฟิอีทั้ง 5 ประการ
แต่ได้เพิ่มมากกว่าอิมามชาฟิอีอีก 4 ประการ รวมหลักการของท่านมีอยู่ 9 ประการด้วยกัน
หลักการ 4 อย่างที่เพิ่มมีดังนี้
1 # อัล มัซละหะฮฺ [ผลประโยชน์]
2 #
อัด ดะรีอะฮฺ [สื่อชักนำ]
3 #
อิสติหฺซาน [นับว่าดี]
4 #
อิสติสฮาบ [อ้างสภาพเดิม]
ข้อควรอธิบายในที่นี้คือ หลัก อิสติสฮาบ ความหมายของคำนี้คือ การถึอสภาพเดิมของสิ่งต่างๆ
ถึออนุญาตให้กระทำได้ จนกว่าจะมีหลักฐานมาห้าม เช่นสภาพเดิมของการทำข้อตกลงต่างๆ
ตลอดจนเงื่อนไขที่วางขึ้นระหว่างคู่กรณี สภาพเดิมอนุญาตให้กระทำได้ ยกเว้นสิ่งที่มีหลักฐาน
มาห้าม
ตัวอย่างอีกอัน เช่นสภาพเดิมของน้ำถือว่าสะอาดนำมาไช้ได้ จนกว่าจะได้พบหลักฐานว่าไม่
สะอาดถึงจะห้ามไช้ เหล่านี้เป็นต้น

สรุปจากหลักการของอิมามทั้ง 4 กล่าวมาแล้วจะเห็นว่า มีมากน้อยไม่เหมือนกัน คือ
1 # หะนะฟีใช้หลัก 7 ประการ
2 # มาลิกีใช้หลัก 6 ประการ
3 # ชาฟิอีใช้หลัก 5 ประการ
4 # ฮัมบะลีใช้หลัก 9 ประการ
การแตกต่างระหว่างอิมามทั้ง 4 ในเรื่องหลักการที่กล่าวมานี้ เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้หุกุมที่พิจารณา
นำออกมาต้องมีลักษณะแตกต่างกันไป แม้จะได้มีการใช้หลักการเหมือนๆกัน แต่การให้คำนิยาม
แตกต่างกันก็มีผลทำให้หุกุมของปัญหาปลีกย่อย แตกต่างกันไปด้วย เช่นคำว่า ซุนนะฮฺ
ตามความหมายโดยทั่วไป หมายถึงคำพูดและการกระทำของท่าน นบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิ
วะซัลลัม แต่ท่านอิมามมาลิกีให้ไว้กว่างกว่านี้ คือ หมายถึงคำพูด การกระทำ ทัศนะของ
ศอหะบะฮฺ การปฎิบัติของชาวเมืองมดีนะฮฺในสมัยท่านมาลิกีด้วย

เหตุใดท่านมาลิกีจึงประมวลทัศนะของศอหะบะฮฺ และการกระทำของชาวเมือง มดีนะฮฺในสมัยของท่านเข้าไว้ในคำว่า ซุนนะฮฺ
อันนี้พออธิบายได้ว่า ท่านมาลิกีเห็นว่า ศอหะบะฮฺทุกคนเป็นผู้ใกลชิดท่าน นบีมุฮัมมัด
ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม บางท่านมีชีวิตคลุกคลีอยู่กับท่านตลอดเวลา เช่น อะลี อับดุลลอฮฺ บิน
อับบาส อนัส อิบนิ มาลิก เป็นต้น พูดง่ายๆ ว่าท่านเหล่านั้นเป็นบุคคลในวงการย่อมจะรู้เห็น
มากกว่าบุคคลภายนอก ดังนั้น ฟัตวาหรือทัศนะของศอหะบะฮฺที่แสดงออกมา จึงเท่ากับเป็นการ
ถ่ายทอดหุก่มจาก นบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม นั่นเอง อิมามมาลิกีจึงถือเป็นซุนนะฮฺ ด้วย
ส่วนการปฎิบัติของชาวเมืองมดีนะฮฺที่ท่านเป็นหลักการด้วย ก็เพราะชาวเมืองนี้เป็นผู้ใกล้
ชิดกับศอหะบะฮฺ ย่อมได้รับการถ่ายทอดวิชาศาสนามาจากท่านเหล่านั้น จึงถือได้ว่าการกระทำ
ต่างๆเกี่ยวกับศาสนาของชาวเมืองมดีนะฮฺ ย่อมแสดงออกมาในทางที่ถูกต้อง
จึงเชื่อถือได้และใช้เป็นหลักฐานได้ด้วยตามทัศนะของท่าน

 
zunman [124.122.92.xxx] เมื่อ 12/09/2013 14:32
4
อ้างอิง

### มัซฮับมาลิกี ###
มัซฮับอิมามมาลิกี ซึ่งท่านผู้นี้ในวงการศาสนาให้ฉายาท่านว่า 'อิมามแห่งถิ่นที่อพยพ'
หมายถึงเมืองมะดีนะฮฺนั่นเอง ท่านมาลิกีก็ได้วางหลักในการวินิจฉัยหุกุมไว้ 6 ประการคือ
## 1 กุรอาน
## 2 ซุนนะฮฺ
## 3 กิยาส
## 4 อัล มัซละหะฮฺ [ผลประโยชน์]
## 5
อัล อุรฺฟุ
## 6 ดะรีอะฮฺ [สื่อชักนำ]
เกี่ยวกับหลักเกณฆ์ทั้ง 6 ประการของมาลิกีนี้ เราต้องทำความเข้าใจในทัศนะที่แท้จริง
ของท่านเสียก่อน หาไม่แล้ว บางปํญหาเราอาจจะงง หรือฉงนในแนวทางของท่าน กล่าวคือ
กุรอานนั้นท่านมาลิกีถือเป็นบัญญัติขั้นสุดยอด หากมีหะดีษหรืออื่นๆมาขัดกับกุรอานแล้วท่าน
ก็จะปัดอย่างอื่นหมด หันมายึดกุรอานอย่างเดียว ตัวอย่างเช่น ปัญหาสุนัข ซึ่งท่านมีทัศนะว่า
มันไม่นะญีส เพราะในกุรอานอายะฮฺที่ 5 ซูเราะฮฺ อัล มาอิดะฮฺ ระบุว่า
5:4 ### และสัตว์ล่าเหยื่อ ซึ่งสูเจ้าได้สอนมันตามที่ อัลลอฮฺ ทรงสอนสูเจ้าทั้งหลาย
ก็อนุญาตให้บริโภค ###

ก่อนอื่นต้องขออธิบายคำว่า ตัลฟิกฺ ให้ทราบเสียก่อน คำว่า ตัลฟิกฺ มาจากคำกิริยาที่ว่า
ลัฟฟะเกาะ แปลว่า ต่อกัน คละกัน ยัดเยียด เช่น ลัฟฟะเกาะ อัต ตุหมะฮฺ แปลว่า
ยัดเยียดข้อหา
สำหรับในเรื่องฟิกฮฺนั้น บรรดาผู้รู้ให้ความหมายว่า การกระทำแบบคละกันโดย นำทัศนะ
ของฝ่ายนี้มาทำควบคู่กันไปกับฝ่ายนั้น อาทิ อาบน้ำ นมาช ตามทัศนะชาฟิอี เวลาอ่าน
ฟาติหะฮฺ ในนมาชก็ทำตามทัศนะหะนะฟี อย่างนี้เรียกว่า ตัลฟิกฺ
การกระทำจากบุคคล เราอาจแบ่งประเภทบุคคลได้สองประเภทคือ
: อาลิม {ผู้รู้}
: อะวาม {ผู้ไม่รู้}

อันนี้แสดงให้เห็นว่า สุนัขที่เราสอนไว้ เมื่อมันจับสัตว์มาให้เรา เรารับประทาน [เนื้อสัตว์นั้น]
ได้ จึงส่อให้เห็นว่าสุนัขไม่เป็นนะญิส แต่ได้มีหะดีษบทหนึ่งกล่าวว่า
## ถ้าสุนัขเลียในภาชนะของสูเจ้า ก็จงล้างน้ำเจ็ดครั้ง หนึ่งในเจ็ดต้องล้างด้วยน้ำดินที่สะอาด
## ตามหะดีษนี้ทำให้เข้าใจว่า สุนัขเป็นนะญีสซึ่งขัดกับ ความหมายในกุรอาน
เมื่อเป็นเช่นนี้ ท่านอิมามมาลิกีบอกว่าต้องหันกลับไปยึดกุรอาน ไม่มายึดถือหะดีษบทนี้ โดยท่าน
ให้ความเห็นว่า # จะอนุญาตให้กินสัตว์นั้นได้อย่างไร ถ้าตัวของมันเองเป็นนะญิส #
ตัวอย่างอีกอันหนึ่งส่อให้เห็นว่า ท่านอิมามมาลิกีหันไปยึดถือกุรอาน หากว่ามีหะดีษที่ส่อให้เห็น
ว่าความหมายขัดกับอายะฮฺกุรอาน คือปัญหาการทำฮัจญ์แทนพ่อหรือแม่ โดยที่บุคคลไดบุคคลหนึ่ง
หรือทั้งสองดังกล่าว มิได้สั่งเสียลูกในตอนก่อนตาย ซึ่งมีหะดีษระบุว่าอนุญาตให้ทำได้ แต่ท่าน
อิมามมาลิกี ไม่รับหะดีษบทนั้น แต่ได้หันไปยึดถือกุรอานในซูเราะฮฺ อัล นัจญ์มฺ อายะที่ 39 ว่า
### 53:39 และไม่มีสิ่งใดได้แก่มนุษย์ นอกจากสิ่งที่เขาขวนขวายมาแล้ว และผลงานของมัน
จะปรากฎให้เห็นต่อไป ###

สรุปได้ว่า อิมามมาลิกีถือว่า กุรอานเป็นยอด ซุนนะฮฺเป็นรอง
ข้อสังเกตุอีกประการหนึ่งคือ คำว่า ซุนนะฮฺ คำนี้ตามทัศนะท่านมาลิกี ความหมายกว้างขวาง
กว่าทัศนะของผู้อื่น กล่าวคือ
1 # หมายถึงหะดีษของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม
2 # ฟัตฺวาเศาะหาบะฮฺ
3 # การปฎิบัติของชาวมดีนะฮฺในยุคของท่านอิมาม
ทั้งสามอย่างนี้รวมอยู่ในความหมายของคำว่า ซุนนะฮฺ ตามทัศนะของอิมามมาลิกี ซึ่งแปลกแตก
ต่างไปจากที่เราเคยได้ยินได้ฟังมาที่ว่า ซุนนะฮฺ หมายถึงคำพูด การกระทำ และการยอมรับ โดย พฤตินัยของ ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม
ข้อควรทราบในหลักการของท่านนอกไปจากฐานะของ กรุอานและซุนนะฮฺแล้วก็มี
อัล มัศละหะฮฺ กับ อัด ดะรีอะฮฺ มัศละหะฮฺหรือผลประโยชน์นั้น มีความหมายเหมือนกับ อิสติหฺซาน
ซึ่งได้อธิบายแล้วในหลักการของอิมามหะนะฟี
ส่วน อัต ดะรีอะฮฺ คือสื่อชักนำ เช่นการขายอาวุธ โดยทั่วไปเป็นสิ่งอนุญาตให้ซื้อขายได้
แต่ถ้าหากขายแก่ผู้ร้ายถือว่าหะรอม เพราะร้ายจะต้องนำอาวุธนี้ไปก่ออาชญากรรม
เมื่อการก่ออาชญากรรมถือว่าหะรอม การขายอาวุธให้แก่คนร้ายก็ถือเป็นหะรอมเช่นเดียวกัน
เพราะถือว่าอาวุธนั้นเป็นสื่อชักนำหรือที่เรียกว่า อัด ดะรีอะฮฺ

### ตักลีด ###
เมื่อได้ชี้แจงหลักการของอิมามทั้งสี่มาแล้ว ก็ควรจะได้พูดถึงเรื่องสำคัญที่น่าศึกษา
หาความเข้าใจอีกเรื่องหนึ่ง นั่นก็คือ ตักลีด
เนื่องจากว่าบรรดาอิมามดังกล่าวมีลูกศิษย์ ลูกหา มีผู้นิยมชมชอบในแนวทัศนะของแต่ละคนอยู่มาก ถึงกับได้เขียนตำรับ ตำราขึ้นเป็นแนวทางของแต่ละฝ่าย โดยเฉพาะ ขณะเดียวกันก็มีการ
อ้างเหตุผลว่าของตนดีกว่าผู้อื่น หรือของอิมามนี้ดีกว่าของอิมามโน้น ฉันทำตามอิมามนี้ไม่ชอบ
ทำตามอิมามโน้น เมื่อเวลาล่วงเลยมา มากเข้าๆ ต่างฝ่ายก็ต่างมีสมัครพรรคพวกมากขึ้นในแหล่ง
ต่างๆ จึงมีคำพูดเกิดขึ้นมาในวงการมุสลิมคำหนึ่งคือ ตักลีด เป็นคำอฺรับ แปลว่า ตาม ปลอม
มอบ แต่งตั้ง แต่ตามหลักวิชาการมีคำนิยามว่า
# การยึดถือปฎิบัติตามคำของ มุจญตะฮิด โดยไม่ต้องรู้หลักฐาน

หมายถึงว่ามุจญ์ตะฮิดหรืออิมามคนได คนหนึ่ง ให้ทัศนะไว้พร้อมหลักฐานครบครัน
ก็ยึดถือปฎิบัติได้เลย โดยไม่ต้องรู้ว่าหลักฐานอยู่ที่ไหน เป็นอย่างไร แต่ทั้งนี้มิได้ห้ามว่าจะไปรู้
หลักฐานนั้นไม่ได้ ตรงกันข้ามอิมามเหล่านั้นส่งเสริมให้ศึกษาหาความเข้าใจไปจนกระทั่ง
ที่มาของหุกุมหรือหลักฐานทีเดียว เช่นอิมามหะนะฟีกล่าวว่า
# ไม่อนุญาตให้ผู้ไดอ้างทัศนะของเรา จนกว่าเขาผู้นั้นจะรู้ว่าเราอ้างมาจากไหน #
การยึดถือปฎิบัติตามอิมามต่างๆ นักปราชญ์ให้ทัศนะไว้ว่า ผู้ไม่รู้จำเป็นต้องตามอิมามเพราะใน
อัลกุรอาน ซูเราะฮฺอัน นะหฺลิ อายะฮฺ 43 ระบุว่า
### 16:43 จงถามผู้รู้ หากเจ้าทั้งหลายไม่รู้ ###
ทั้งนี้ โดยอนุโลมว่าบทบัญญัตินี้เป็นหลักฐานว่าให้ตามอิมาม ที่ว่าอนุโลมใช้ก็เนื่องจากว่า
บทบัญญัตินี้มิได้เกี่ยวข้องกับอิมามเลยแม้แต่น้อย และคำว่า ผู้รู้ หรือ อะฮฺลัซซิกริ มิได้
มีความหมายแจาะจงแต่เฉพาะผู้เป็นอิมามที่เป็น มุจญ์ตะฮิดเท่านั้น แต่มีความหมายคลุมไปถึง
ผู้รู้หรือผู้คงแก่เรียนทุกคน

ไม่ว่าจะเป็นมุจญ์ตะฮิดหรือไม่ เมื่อหลักฐานที่นำมาอ้างว่าให้ตามอิมาม เป็นหลักฐานที่เพียง
อนุโลมให้ มิใช่เป็นหลักฐานขั้นชัดเจนเด็ดขาดเช่นนี้แล้ว การที่มีผู้อ้างว่า จำเป็นต้องตาม
อิมามได อิมามหนึ่งโดยเฉพาะ ยิ่งไม่มีหลักฐานไว้เลย ไม่ว่าจาก กุรอานหรือหะดีษ ในหนังสือ
บางเล่มเขียนข้อความว่า
# จำเป็นต้องตามผู้รู้คนได คนหนึ่ง อันนี้คนส่วนใหญ่ได้กล่าวไว้เป็นที่เข้าใจ #
ซึ่งในตัวหนังสือคำว่า วาญิบ แปลว่า จำเป็น ซึ่งทำให้เข้าใจเป็นการบังคับจากศาสนา แต่ข้อ
เท็จจริงแล้ว คำนี้มีความหมายเพียงด้านภาษาอย่างเดียว หมายความเป็นหน้าที่ๆ เข้าใจเอาเอง
จากบุคคล มิไช่ภาวะบังคับที่มาจากตัวบทของศาสนา ัทั้งนี้ตามหลักวิชาอุศูลฟิกฮฺระบุว่า
# ถ้ามีตัวบทบังคับให้ทำ สิ่งนั้นเรียกว่าจำเป็น [วายิบ] #

ซึ่งเรื่องบังคับให้ตามอิมามได อิมามหนึ่งโดยเฉพาะนั้น ไม่มีตัวบทระบุไว้ ดังนั้น
ในแง่ศาสนาจึงไม่ถึอว่าการตักฺลีดอิมามคนได คนหนึ่งโดยเฉพาะเป็นเรื่องวาญิบ
ในหนังสือบางเล่ม เช่น อิอานะฯ ได้แจกแจงเงื่อนไขการตามมัซฮับไว้ว่า
บางคนบอกว่ามี 6 ประการ
บ้างก็ว่า 7 ประการ
บ้างก็ว่ามี 8 ประการ คือ
1 # มัซฮับนั้นต้องมีหลักการพร้อม
2 # ผู้ตามต้องรักษาเงื่อนไขของมัซฮับ
3 # การตักฺลีดต้องไม่เป็นเรื่องที่ค้านกับคำตัดสินของผู้พิพากษา
4 # ต้องไม่เลือกทำแต่ของง่ายๆ
5 # ในปัญหาเดียวกัน ต้องไม่กระทำสิ่งที่ค้านกัน
6 # ต้องไม่ทำคาบกันระหว่างสองทัศนะ
7 # ผู้ตามต้องเชื่อว่าอิมามตน ดีกว่า หรืออย่างน้อยก็ดีเท่าผู้อื่น
8 # อิมามที่ตามนั้นต้องเป็นผู้ยังดำรงชีพอยู่

เงื่อนไขบางข้อก็มีข้อถกเถียงกันอยู่ในตำรา ซึ่งไม่อยากนำมาเขียนไว้เท่าที่นำเงื่อนไข
มาเสนอทั้ง 8 ข้อ ก็เพื่อให้รู้ว่าเงื่อนไขต่างๆนี้ บุคคลเขียนขึ้นเอง มิได้มีข้อกำหนดมาจาก
ศาสนา กับเพื่อแสดงให้เห็นว่า เรื่องเงื่อนไขนั้นใครจะเขียนไว้อย่างไรก็ได้ เพราะเป็น
ความเห็นส่วนตัว
ก็เป็นอันสรุปได้ว่า เรื่องตักฺลีดนั้นศาสนาระบุว่า ผู้ไม่รู้ให้ถามผู้รู้ หรือผู้ไม่ได้เรียนให้ถาม
ผู้เรียน แล้วปฎิบัติให้เป็นไปตามคำชี้แจงแนะนำของผู้รู้ ส่วนเรื่องตักฺลีดอิมามไดโดยเฉพาะ
เช่นตามอิมามชาฟิอีเท่านั้น อันนี้ไม่มีตัวบทมาจากศาสนา ด้วยเหตุนี้ ท่านชัยคฺ มุฮัมมัด
นะญีบ จึงได้กล่าวไว้ในหนังสือ อัล เกาลุลญามิอฺ มีข้อความว่า
# พึงทราบเถิดว่า อัลลอฮฺ ต้าอาอฺลา ไม่ได้บังคับบ่าวคนไดให้เป็นพวก หะนะฟี หรือมาลิกี
หรือชาฟิอี หรือฮัมบาลี หรือมาตุรีดี หรืออัชอะรี หรือมุอฺตะซีละ หรืออื่นๆ แต่ อัลลอฮฺ
ทรงใช้บ่าวของพระองค์ให้ศรัทธาต่อ อัลลอฮฺพระองค์เดียว

นหนังสือฟะตะวาชัรฺอีญะฮฺ ของชัคลูฟ หน้า 76 ระบุว่า
# หากเขาผูกพันอยู่กับมัซฮับหนึ่ง เช่น มัซฮับหะนะฟีหรือชาฟิอี ไม่จำเป็นที่เขาจะต้อง
ทำตามในทุกๆเรื่อง ผู้มีทัศนะในทำนองนี้คือท่านอัล อามิดี ท่านอิบนุล หาญิบ ท่านอัล กะมาล
อิบนุ หุมาม ที่กล่าวไว้ในหนังสือตะฮฺรีรฺ ของท่าน ท่านรอฟิอีและคนอื่นๆอีก ทั้งนี้เพราะว่าไม่
มีการวาญิบ นอกจากสิ่งที่ อัลลอฮฺและร่อซูลระบุว่าเป็นวาญิบเท่านั้น และ อัลลอฮฺและรอซูล
ไม่ได้บังคับใครให้ตามมัซฮับอิมามได อิมามหนึ่งลงไปอย่างแน่นอน #
อย่างไรก็ดี การที่เราสมัครใจจะตามอิมามได อิมามหนึ่งโดยเฉพาะ อันเป็นเรื่องส่วนตัว
ของแต่ละบุคคลนั้น ย่อมกระทำได้ เพราะไม่มีตัวบทห้าม แต่มีข้อสังเกตุว่า จะต้องศึกษาดูว่า
อิมามที่เรากระทำตามนั้น ท่านว่าไว้อย่างไร มีหลักฐานอย่างไร เพราะโดยทั่วๆไป ที่เป็นอยู่
ปัจจุบันนี้ การกระทำบางอย่างก็ถูกเหมาว่าเป็นทัศนะของอิมามชาฟิอี ทั้งๆที่ท่านมีทัศนะตรง
กันข้าม เป็นต้น

 
zunman [124.122.92.xxx] เมื่อ 12/09/2013 14:34
ความคิดเห็นของผู้เข้าชม
รูปประกอบความคิดเห็น :
ชื่อผู้แสดงความคิดเห็น :
สถานะ : รหัสผ่าน :
อีเมล์ :
ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง :
รหัสความปลอดภัย :