AZSUNNAHTHAI  
               AZSUNNAH MADINAH

สถิติ
เปิดเมื่อ3/09/2013
อัพเดท8/09/2017
ผู้เข้าชม10819
แสดงหน้า15255
ปฎิทิน
January 2020
Sun Mon Tue Wed Thu Fri Sat
   
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
31
 




40 หะดีษโดยอิม่าม นะวะวีฮฺ

40 หะดีษโดยอิม่าม นะวะวีฮฺ
อ้างอิง อ่าน 1723 ครั้ง / ตอบ 4 ครั้ง

sunman
''40หะดีษ''หรือตามหนังสือฉบับดั้งเดิมที่เป็นภาษาอาหรับว่า''มัตนุล อัรบะอีนั้น นะวะวีฮฺ'
เป็นหนังสือรวบรวมหะดีษที่มีชื่อเสียงของโลกมุสลิม  ซึ่งรวบรวมโดยอิม่ามนะวะวี
(สิ้นชีวิต ฮ.ศ.676 ถึง ค.ศ.1277 ขณะที่ท่านอายุเพียง 44 หรือ 45ปีเท่านั้น)
หนังสือเล่มนี้  เป็นหนังสือหะดีษที่ได้รับการท่องจำ  ศึกษาขวนขวายเพื่อวิเคราะห์วิจัย
ไม่น้อยกว่า 700ปี  และได้รับการแปลแล้วหลายภาษา  นอกจากนั้นยังได้รับการอรรถาธิบาย
อีกหลายสำนวน  หนึ่งในจำนวนนั้นคือ 'ฟัตฮุล มุบีน'  โดยอะฮฺมัด อิบนุ ฮะญัร อัล ฮัยตะมี
ทราบว่า  ในประเทศไทยเคยมีการแปลและพิมพ์เผยแผ่มาแล้วเมื่อหลายสิบปีก่อน
แต่ก็หายไปจากตลาดมานานแล้ว  แม้ว่าจะเป็นหนังสือเล่มเล็กเมื่อเทียบกับหนังสือหะดีษ
เล่มอื่นๆ  แต่หะดีษที่ได้รับการรวบรวมในหนังสือนี้มีคุณค่ามหาศาล  เพราะส่วนใหญ่ของ
หะดีษเหล่านี้เป็นที่มาของวิชาการและหลักการของกฎหมายอิสลาม  คือ
อิม่ามบุคอรีและอิม่ามมุสลิม  ซึ่งเป็นหลักประกันถึงความจริงของหะดีษนี้เป็นอย่างดี
'''วะบิลลาฮิต เตาฟิก  วัล ฮิดายะฮฺ''  5/12/2527  12เราะบีอุล เอาวัล 1405
' ' ' หะดีษที่ 1' ' '
จากอะมีรุล มุอฺมีนีน อบู ฮัฟส์  คือ  ท่านอุมัร บิน อัล ค็อฎฎอบ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ  กล่าวว่า
ฉันได้ยินท่านร่อซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  กล่าวว่า
,,แท้จริง  กิจการงานทั้งหลาย(ขึ้นอยู่)กับการเจตนา  และ  แท้จริง  สำหรับทุกคนนั้น(คือ)
สิ่งที่เขาได้มีเจตนาไว้  ดังนั้น  ผู้ใดที่การอพยพของเขา(มีเจตนาเพื่อ)สู่อัลลอฮฺและร่อซูล
ของพระองค์  ดังนั้น  การอพยพของเขานั้นไปสู่(ความพึงพระทัยต่อ)  อัลลอฮฺและร่อซูล
ของพระองค์  และผู้ใดที่การอพยพของเขาเพื่อโลก(ทรัพย์สมบัติเงินทอง หรือ เพื่อความสุข
ทางโลกนี้อย่าวเดียว)  หรือเพื่อผู้หญิงที่เขาจะแต่งงานด้วย  ดังนั้นการอพยพของเขานั้นไปสู่
ที่ตั้งเป้าหมายไว้ ' 'หะดีษนี้บันทึกโดยนักบันทึกหะดีษที่มีชื่อเสียงสองท่านคือ
1  อบู อับดุลลอฮฺ มุฮัมมัด บิน อิสมาอีล บิน อิบรอฮีม บิน มุฆีเราะฮฺ บิน บัรดิซบะฮฺ  อัล บุคอรี
2  อบูล ฮุสัยน์ มุสลิม บิน อัล ฮัจญาจย์ บิน มุสลิม อัล กุชัยรี อัน นัยสาบูรี
ในหนังสือทั้งสองเล่มของทั้งสองท่าน (บุคอรีและมุสลิม)  ที่เศาะฮีหฺ(ถูกต้อง)  ที่สุดในจำนวน
หนังสือหะดีษทั้งหลาย
' ' ' หะดีษที่ 2 ' ' '
จากท่านอุมัร รอฎิยัลลอฮุอันฮุ  กล่าวว่า
วันหนึ่ง  ขณะที่เรานั่งกับท่านร่อซูล  ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  นั้น  พวกเราได้เห็นบุรุษผู้หนึ่ง
ซึ่งแต่งกายด้วยเครื่องแต่งกายที่ขาวมากและผมดำสนิท  ไม่เห็นมีร่องรอยของการเดินทาง
และไม่มีผู้ใดเลยในพวกเราที่รู้จักเขา  เขาได้เข้ามานั่งใกล้ท่านนบี  ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม
โดยหัวเข่าของเขาชนกับหัวเข่าของท่านนบี  ศ็อลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  และเขาวางมือของเขา
บนขาอ่อนของท่านนบี  ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  แล้วกล่าวว่า  'โอ้มุฮัมมัด  จงแจ้งให้ฉันเกี่ยว
กับ  อิสลาม'  ท่านร่อซูลุลลอฮฺ  กล่าวว่า  อิสลามนั้นคือ
( 1 )  ท่านต้องยืนยันว่า  ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮฺและยืนยันว่ามุฮัมมัดเป็นศาสนทูต
ของอัลลอฮฺ
( 2 ) ท่านต้องดำรงนมาช
( 3 ) ท่านต้องบริจาคซะกาต
( 4 ) ท่านต้องถือศิลอดในเดือนรอมมะฎอน
( 5 ) ท่านต้องไปบำเพ็ญฮัจญ์ ยังบัยตุลลอฮฺ  ถ้าท่านสามารถปฎิบัติตามทางนั้นได้ '
เขากล่าวว่า  ถูกต้อง  ดังนั้นพวกเราแปลกใจเขา  เขาถามแล้วเขายอมรับว่าถูกต้อง
เขากล่าวอีกว่า  ดังนั้น  จงแจ้งให้ฉันทราบเกี่ยวกับอีม่าน(ความศรัทธา)  ท่านนบี
ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  ตอบว่า  (การศรัทธานั้นคือ)  ท่านต้องศรัทธาต่อ
1 อัลลอฮฺ
2 มะลาอิกะฮฺของพระองค์
3 บรรดาคัมภีร์ของพระองค์
4 บรรดาร่อซูลของพระองค์
5 วันสุดท้าย
6 และท่านต้องเชื่อในกฎกำหนดสภาวะ  ทั้งความดีของมันและความไม่ดีของมัน ' เขากล่าวว่า
ถูกต้อง  แล้วเขาถามว่า  ดังนั้น  จงชี้แจงเกี่ยวกับอิหฺซาน  ท่านนบี   ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม
ตอบว่า  ท่านต้องภักดี(ทำการอิบาดะฮฺ)ต่ออัลลอฮฺเหมือนท่านเห็นพระองค์  แม้นว่าท่านไม่เห็น
พระองค์  แต่ความจริง  พระองค์ทรงเห็นท่าน  คนนั้นถามอีกว่า  ดังนั้น  จงแจ้งแก่ฉันเกี่ยวกับ
วันกิยามะฮฺ  ท่านนบี  ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  ตอบว่า  ผู้ที่ถูกถามเกี่ยวกับวัน(กิยามะฮฺ)
นั้นรู้ไม่มากกว่าผู้ถามเอง  คนนั้นถามต่ออีกว่า  ดังนั้น  จงแจ้งแก่ฉันเกี่ยวกับสัญญาณของมัน
ท่านนบี  ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ตอบว่า  ส่วนหนึ่งก็คือ ทาสหญิงคลอดลูกเป็นนายของนาง
ท่านจะได้เห็นซึ่งแต่ก่อนนี้ยากจน ขัดสน สวมเสื้อผ้าขาดๆ  เป็นผู้เลี้ยงแพะ  ได้กลายเป็นผู้มี
ความสามารถจนสร้างตึกได้  หลังจากนั้น  คนนั้นก็จากไป  ฉันนิ่งเงียบอยู่ครู่หนึ่ง  แล้วท่าน
นบี  ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  ถามฉันว่า  โอ้อุมัร  ท่านรู้ไหมว่าคนที่(มา) ถาม(เมื่อกี้)
เป็นใคร  ฉันตอบว่า  ฮัลลอฮฺและร่อซูลของพระองค์เท่านั้นที่ทราบเรื่องนี้
แล้วท่านนบี  ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  ก็บอกว่า  แท้จริง เขาคือ ญิบรีล  เขามายังท่าน
เพื่อสอนแก่ท่านซึ่งศาสนาของท่าน
หะดีษนี้  บันทึกโดย มุสลิม
' ' หะดีษที่ 3 ' '
จาก อบู อับดุรเราะฮฺมาน คือ อับดุลลอฮฺ บุตรของอุมัร บิน อัล ค็อฎฎอบ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ  กล่าวว่า
ฉันได้ยินท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า
' อิสลามถูกสร้างบนหลัก 5 หลักคือ
(1) ปฎิญาณว่า  ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮฺ และมุฮัมมัดนั้นคือ(ศาสนทูต)แห่งอัลลอฮฺ
(2) ดำรงการนมาช  (เศาะลาฮฺ)
(3) จ่ายซะกาด  (ทานบังคับ)
(4) บำเพ็ญฮัจญ์  ณ บัยตุลลอฮฺ
(5) ถือศิลอด (เศาว์ม)  ในเดือนรอมมะฎอน
หะดีษนี้บันทึกโดย  บุคอรีและมุสลิม
' ' หะดีษที่4 ' '
จากอบู อับดุร เราะฮฺมาน คือ อับดุลลอฮฺ บินมัสอู๊ด ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ  กล่าวว่า
ท่านร่อซูล  ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  ซึ่งท่านพูดความจริงเสมอและได้รับยอมรับเสมอ
กล่าวว่า  ' แท้จริงทุกๆในหมู่พวกท่านได้ถูกรวบรวมในการสร้างเขาในมกลูกของแม่เป็นเวลา
40วัน ในรูปของนุฎฟะฮฺ(น้ำข้นๆ)  หลังจากนั้นกลายเป็นเลือดก้อนหนึ่งในช่วงเวลาเดียวกัน
หลังจากนั้นกลายเป็นเนื้อก้อนหนึ่งในช่วงเวลานั้นเช่นกัน แล้วมะลาอิกะฮฺก็ถูกส่งมายังเขา
ดังนั้นมะลาอิกะฮฺก็ได้เป่าวิญญาณ(รูหฺ)  และได้ถูกส่ง(กำหนด)  4 คำด้วยกัน  คือ
(1) กำหนดปัจจัยยังชีพของเขา
(2) อายุของเขา
(3) กิจการงานของเขา
(4) สุขทุกข์ของเขา
ดังนั้น  วัลลอฮิพระผู้ซึ่งไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากพระองค์  แท้จริง  คนหนึ่งคนใดในพวกท่าน
ทำกิจการงานของชาวสวรรค์  จนถึงไม่มีอะไรอยู่ระหว่างเขากับสวรรค์นอกจากห่างกันแค่
หนึ่งศอกเท่านั้น  แต่แล้วได้ถูกกำหนดแก่เขา  แต่แล้วได้ถูกกำหนดแก่เขา  ดังนั้น  เขาก็กระทำ
กิจการงานของชาวนรก  ในที่สุดเขาก็เข้านรก  และแท้จริง  คนหนึ่งคนใดในหมู่พวกท่าน
กระทำกิจการงานของชาวนรก  จนถึงไม่มีอะไรระหว่างเขากับนรกนอกจากห่างแค่หนึ่งศอก
เท่านั้น  แต่ได้ถูกกำหนดแก่เขาเป็นชาวสวรรค์  ดังนั้น(ก่อนตาย)เขาได้กระทำกิจการงาน
ของชาวสวรรค์  ในที่สุดเขาก้เข้าสวรรค์
หะดีษนี้บันทึกโดย  บุคอรีและมุสลิม
' ' หะดีษที่ 5 ' '
จากมารดาแห่งศรัทธาชน  อุมมุ อับดุลลอฮฺ  คือ  ท่านหญิงอาอิชะฮฺ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮา
กล่าวว่า  ท่านร่อซูลุลลอฮฺ   ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  กล่าวว่า
' ผู้ใดประดิษฐสิ่งใดสิ่งหนึ่งในกิจการ(ศาสนา)ของเรานี้  ซึ่งเราไม่ได้สั่ง  ดังนั้น  สิ่งนั้นถูกผลัก'
บันทึกโดย  บุคอรีและมุสลิม  และในบันทึกของมุสลิม  มีสำนวน  ดังนี้
'ผู้ใดกระทำกิจการใดกิจการหนึ่ง  ซึ่งไม่มีระบุในคำสั่งของเรา  ดังนั้นกิจการนั้นถูกผลัก
' ' หะดีษที่6 ' '
จากอบู อับดุลลอฮฺ คือ อัน นุอฺมาน บิน บะชีร ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ  กล่าวว่า
' ฉันได้ยินท่านร่อซูลุลลอฮฺ  ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม    กล่าวว่า
' แท้จริง  สิ่งอนุมัติ(ฮะลาล)  นั้นชัดแจ้ง  และสิ่งต้องห้าม(หะรอม)  ก็ชัดแจ้ง  และในระหว่าง
ทั้งสองสิ่งนั้น  มีเรื่อง(หรือสิ่ง)ที่คลุมเครือ(ไม่ชัดแจ้ง)  ซึ่งผู้คนส่วนมากไม่รู้  ดังนั้น  ผู้ใดรักษา
ตัวเขาจากสิ่ง(หรือเรื่อง)  ที่คลุมเครือนั้น  เขาได้ชำระตัวเขาในการปกป้องศาสนาของเขา
และเกียรติของเขา  ส่วนผู้ที่ตกลงไปในการกระทำสิ่งที่คลุมเครือ  เขาก็ได้ตกลงไปในเรื่อง
ที่ต้องห้าม  เช่นเดียวกับผู้ที่เลียงปศุสัตว์  ที่ดินที่ต้องห้าม  (เช่นสวนของคนอื่น)  ไม่ช้ามันก็
จะเข้า(ไปกิน)ใน(สวน)นั้น
จงจำไว้ว่า  ผู้ปกครอง  ทุกคนมีขอบเขตที่ต้องห้าม  จงจำไว้เถิดว่า  ที่อัลลอฮฺทรงห้ามนั้น
คือ  สิ่งที่พระองค์ไม่ทรงอนุมัติ
' จงจำไว้ว่า  ในร่างการนั้นมีเนื้อก้อนหนึ่ง  เมื่อมันดี  ร่างกายนั้นก็ดีด้วย
แต่เมื่อมันเสีย  ร่างกายก็จะเสียไปด้วย  จงจำไว้ว่ามันคือ  หัวใจ '
หะดีษนี้บันทึกโดย  บุคอรีและมุสลิม
 

 
 
sunman [110.168.67.xxx] เมื่อ 14/01/2017 13:57
1
อ้างอิง

zunnam
' ' หะดีษที่ 7 ' '
จากอบู รุก็อยยะฮฺ คือ ตะมีม บิน เอาส์  อัด ดารี ร่อฎอยัลลอฮุอันฮุ  กล่าวว่า
ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  กล่าวว่า
' ศาสนาคือการ  การตักเตือน ' พวกเราถามว่า ' สำหรับใคร (โอ้ท่านนบี) '
ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  ตอบว่า ' สำหรับอัลลอฮฺ  คัมภีร์ของพระองค์
ศาสนทูตของพระองค์  ผู้นำมุสลิม  และสำหรับมุสลิม  ทั่วๆไป
หะดีษนี้บันทึกโดย มุสลิม
คำว่า  ตักเตือน  นั้นแปลจากคำว่า  'นะศีฮะฮฺ'  ซึ่งในภาษาอาหรับมีหลายความหมาย
หนึ่งในจำนวนนั้นคือ  การตักเตือนที่ดี  นอกจากนั้นยังแปลได้ว่า  บริสุทธิ์ใจ (อิคลาศ)
และมีความเป็นธรรมต่อคนหนึ่งคนใด  เป็นต้น
' ' หะดีษที่8 ' '
จาก อิบนุ อุมัร ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ  ท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  กล่าวว่า
ฉันถูกส่งมาสำหรับสู้กับมนุษย์  จนกว่าพวกเขาจะยอมรับว่า  ลา อิลาฮะ อิลลัลลอฮฺ
(ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮฺ)  และ มุฮัมมะดุร ร่อซูลุลลอฮฺ (มุฮัมมัดเป็นร่อซูลแห่ง
อัลลอฮฺ)  พวกเขาดำรงละหมาด  และจ่ายซะกาต  เมื่อพวกเขาปฎิบัติทำอย่างนี้แล้ว
ชีวิต  และทรัพย์สินของพวกเขาก็ได้รับการปกป้องจากฉัน  เว้นแต่  (เมื่อพวกเขากระทำผิด)
ที่ต้องลงโทษ)  ตามกฎอิสลาม  ส่วนพฤติกรรมของพวกเขานั้นอยู่ที่อัลลอฮฺ
(ที่จะจัดการตอบแทนหรือลงโทษ) บันทึกโดย บุคอรี และมุสลิม
' หมายเหตุ '
หะดีษนี้  เป็นการกำหนดว่า  การต่อสู้กับศัตรูของอิสลามนั้นมีขอบเขตแค่ไหน
ข้อความที่ว่า  ฉันถูกส่งมาสำหรับสู้กับมนุษย์  มนุษย์ในที่นี้หมายถึง  ศัตรูของอิสลาม
ที่บุกรุกประเทศของมุสลิมหรือที่ขัดขวาง  การเผยแผ่ศาสนาอิสลามอย่างสันติ
ไม่ใช่มนุษย์ทั่วๆไป  เพราะในเรื่องความเสรีภาพในการนับถือศาสนานั้น  อิสลามระบุอย่าง
ชัดแจ้งว่า  ' ' ไม่มีการบังคับในเรื่องการนับถือศาสนา ' (อัล บะเกาะเราะฮฺ ที่256)
ในที่อีกแห่งหนึ่ง  อิสลามได้กำหนดว่า
' ' จงเชิญชวนสู่วิถีแห่งพระผู้อภิบาลของเจ้าด้วยวิทยปัญญาและการตักเตือนที่ดี
และจงโต้แย้งพวกเขาด้วยวิธีที่ดียิ่ง (อัล กุรอาน 16 อายะฮฺที่125)
เมื่อสู้กับศัตรูจนสามารถเอาชนะแล้ว  ให้เขาปฎิญาณตน  ให้นมาช และจ่ายซะกาต
เมื่อเป็นเช่นนี้ชีวิตและทรัพย์สินของพวกเขาก็จะถูกพิทักษ์คุ้มครองเช่นเดียวกับมุสลิม
ทั่วๆไป  เว้นแต่เมื่อพวกเขากระทำความผิด  เช่น  ฆ่าคน ลักขโมย ฯลฯ
ก็จะต้องว่าไปตามกฎหมาย
ข้อความสุดท้ายที่ว่า ' ส่วนพฤติการของพวกเขานั้นอยู่ที่อัลลอฮฺ '  อันเนื่องการสู้รบ
และบีบบังคับให้เขากระทำ 3 ประการนั้น  ไม่แน่เสมอไปว่า  เขากระทำไปด้วยความ
บริสุทธิ์ใจ  หรือไม่  บางที่อาจกระทำลงไปด้วยแรงบีบบังคับ  ถึงอย่างไรก็ตาม
เขาจะยอมรับด้วยความบริสุทธิ์ใจหรือไม่ก็ตาม  ก็ให้อัลลอฮฺเป็นผู้ตอบแทนหรือลงโทษ
' ' หะดีษที่ 9 ' '
จากอบู ฮุร็อยเราะฮฺ  อับดุร เราะฮฺมาน บิน ศ็อครฺ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ  กล่าวว่า
ฉันได้ยินท่านร่อซูล   ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  กล่าวว่า
อันใดที่ฉัน  ได้ห้ามท่าน  ก็จงหลีกห่างมัน  และอันใดที่ฉันสั่งให้ทำก็จงปฎิบัติเท่าที่ท่าน
สามารถ  แท้จริง  บรรดาที่พินาศไปก่อนหน้าพวกท่านนั้นคือ  พวกเขาถามมาก
และพวกเขาขัด (ไม่เคารพเชื่อฟัง)นบีของพวกเขา
หะดีษนี้บันทึกโดย  บุคอรีและมุสลิม
' ' หะดีษที่10 ' '
จากอบู ฮุร็อยเราะฮฺ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ  กล่าวว่า  ท่านร่อซูล  ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม
กล่าวว่า  แท้จริงอัลลอฮฺนั้นดี  ไม่ทรงรับสิ่งใดนอกจากที่ดีๆ  และ แท้จริงอัลลอฮฺได้ทรง
กำชับให้ผู้ศรัทธา(เช่นเดียว)  กัยพระองค์ทรงกำชับบรรดาร่อซูล(กล่าวคือ)
พระองค์พระผู้ทรงสูงส่งได้ตรัสว่า
'  โอ้บรรดาร่อซูล  จงกินจากสิ่งที่ดี  และจงกระทำการดี '  และยังตรัสอีกว่า
' โอ้บรรดาผู้ศรัทธา  จงกินจากสิ่งที่ดีๆซึ่งเราได้ให้เป็นปัจจัยยังชีพของสูเจ้า '
หลังจากนั้นท่าน(ร่อซูล)  ได้เล่าเรื่องชายคนหนึ่งที่เดินทางเป็นระยะเวลายาวนาน
จน (ผม)ยุ่งเหยิง  และฝุ่นตลบ  เขาแบมือทั้งสองสู่ฟ้า(พลางขอดุอาอ์ว่า)  ข้าแต่พระผู้
อภิบาล  ข้าแต่พระผู้อภิบาล  ขณะนั้น  อาหารที่เขากินนั้นเป็นอาหารที่ต้องห้าม
เครื่องดื่มของเขาก็เป็นที่ต้องห้าม  และเครื่องแต่งกายของเขาก็เป็นที่ต้องห้าม
และบำรุงปากท้องของเขาด้วยสิ่งที่ต้องห้าม
ดังนั้นแล้วจะมีการตอบสนองการขอของเขาได้อย่างไร
หะดีษนี้บันทึกโดย มุสลิม
' ' หะดีษที่11' '
จากอบู มุฮัมมัด  อัล ฮะสัน บินอะลี บิน อบู ฎอลิบ ร่อฏิยัลลอฮุอันฮุ  หลานของท่านร่อซูล
ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  และเป็นที่รักยิ่งของท่าน  กล่าวว่า
ฉันได้ท่องจำ(คำพูด)  ของท่านร่อซูลว่า  จงละทิ้งสิ่งที่ทำให้ท่านสงสัย(คลางแคลง)
แล้วไปทำสิ่งที่ไม่ทำให้ท่านสงสัย(คลางแคลง)
หะดีษนี้บันทึกโดย  อัต ติรมิซี  และ นะสาอี  อัต ติรมิซี  กล่าวว่า  หะดีษฮะสัน  เศาะฮีฮฺ
หมายเหตุ  สิ่งที่เราทำหรือจะทำ  ถ้าสงสัยว่า  สิ่งนั้นหะรอม  หรือทำแล้วไม่สบายใจอาจ
เป็นสิ่งหะรอม  ก็จงอย่าทำสิ่งนั้นแล้วไปทำในสิ่งที่แน่ใจกว่า  มันไม่หะรอม
' ' หะดีษที่12 ' '
จากอบู  ฮุร็อยเราะฮฺ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ  กล่าวว่า  ท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม
ได้กล่าวว่า  ส่วนหนึ่งจากความดีแห่งอิสลามในคนๆหนึ่ง  นั้นคือ  ละทิ้งสิ่งที่ไม่เป็น
ประโยชน์แก่เขา '  หะดีษหะซัน  บันทึกโดย  อัต ติรมิซี  และอื่นๆ
หมายเหตุ '
ความสมบูรณ์แห่งอิสลามในคนหนึ่งๆนั้น  นอกจากจะทำในสิ่งที่อิสลามให้ทำ  และละทิ้ง
ที่อิสลามให้ละทิ้งแล้ว  ควรละทิ้งสิ่งที่ไม่เกิดประโยชน์แก่ตนด้วย
' ' หะดีษที่13' '
จากอบู ฮัมซะฮฺ  อะนัส บินมาลิก ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ  ผู้รับใช้ท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม
จากท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  ได้กล่าวว่า
การศรัทธาของคนหนึ่งๆไม่สมบูรณ์  จนกว่าเขาจะรักพี่น้องของเขา(มุสลิมด้วยกัน)
เช่นเดียวกับเขารักตัวของเขาเอง '  หะดีษนี้ บันทึกโดย  บุคอรีและมุสลิม
' ' หะดีษที่14 ' '
จากอิบนุ มัสอู๊ด ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ  กล่าวว่า  ท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม
ได้กล่าวว่า  ไม่เป็นที่อนุมัติเลือดของมุสลิมคนหนึ่งๆ  นอกจากสาเหตุหนึ่งในสามประการ
คือ  คนที่แต่งงานแล้วที่ผิดประเวณี  ผู้ที่ฆ่าคนจะต้องรับโทษด้วยการประหารชีวิต  และผู้ที่
ละทิ้งศาสนาของเขา  แล้วปลีกห่างจากสังคม '  หะดีษนี้บันทึกโดย  บุคอรีและมุสลิม

 
 
zunnam [110.168.67.xxx] เมื่อ 11/09/2013 18:33
2
อ้างอิง
' ' หะดีษ ที่15 ' '
จาก  อบู ฮุร็อยเราะฮฺ รอฎิยัลลอฮุอันฮุ  ว่า ท่านร่อซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม
ได้กล่าวว่า
' ผู้ใดศรัทธาต่ออัลลอฮฺ  และศรัทธาต่อวันสุดท้าย  เขาจักต้องพูดจาที่ดีๆหรือไม่ก็เงียบ
และผู้ใดศรัทธาในอัลลอฮฺและวันสุดท้าย  เขาจักต้องให้เกียรติเพื้อนบ้านของเขา
และผู้ใดศรัทธาต่ออัลลอฮฺและวันสุดท้าย  เขาจักต้องให้เกียรติแขกของเขา'
หะดีษนี้  บันทึกโดย บุคอรี มุสลิม
' ' หะดีษ ที่16' '
' 'มีชายคนหนึ่งกล่าวกับท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ว่า 'ขอได้โปรดสั่งเสีย
แก่ฉันด้วยเถิด'  ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ตอบว่า 'อย่าได้เป็นคนโกรธง่าย'
ชายผู้นั้นพูดซ้ำอีกหลายครั้ง  ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  ตอบอีกว่า
'ท่านอย่าโกรธง่าย'   บันทึกโดย  บุคอรี
' ' หะดีษ ที่17 ' '
จากอบู ยะอฺลา ชัดดาล บินเอาว์ส รอฎิยัลลอฮุอันฮุ  จากท่านเราะฮฺซูลุลลอฮฺ
ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  กล่าวว่า
' แท้จริง  อัลลอฮฺได้กำหนดให้กระทำดีต่อทุกสิ่ง  ดังนั้น  เมื่อพวกท่านฆ่าก็จงฆ่าด้วยดี
เมื่อพวกท่านเชือดก็จงเชือดด้วยวิธีที่ดี  และจงรับมีดให้คมและให้สัตว์เชือดนั้นเจ็บปวด
น้อยที่สุด (อย่าเหยียบ อย่าทุบสัตว์ก่อนเชือด)    หะดีษนี้บันทึกโดย  มุสลิม
' ' หะดีษ ที่18 ' '
จากอบูซัรรฺ (ญุนดุบ บิน ญุนาดะฮฺ)  และอบู อับดุร เราะฮฺมาน  มุอาช บินญะบัล รอฎิยัลลอ
ฮุอันฮุ  จากท่านเราะซูลุลลอฮฺ   ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม    ได้กล่าวว่า
' จงยำเกรงอัลลอฮฺไม่ว่าท่านจะอยู่ที่ใด  และจงตามหลังความชั่วด้วยการทำดี
มันย่อมลบล้างได้  และจงคบกับเพื่อนมนุษย์ด้วยกริยามารยาทที่ดีงาม
บันทึกโดย  ติรมิซี  ซึ่งกล่าวว่า  เป็นหะดีษหะซัน  และในต้อฉบับบางเล่ม (ของติรมิซี)
กล่าวว่า  เป็น หะดีษหะซัน เศาะฮีฮฺ
' ' หะดีษ ที่19 ' '
จากอบูล อับบาส  อับดุลลอฮฺ บินอับบาส รอฎิยัลลอฮุอันฮุ  กล่าวว่า
' วันหนึ่งฉันเคยอยู่(ติดตาม)หลังท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  ท่านได้กล่าว
กับฉันว่า  นี่หนู,  ฉันจะสอนเธอบางคำ(คือ)  จงปกป้องอัลลอฮฺ  แล้วอัลลอฮฺจะปกป้องเธอ
จงปกปักษ์อัลลอฮฺ  แล้วเธอจะพบพระองค์ต่อหน้าเธอ  เมื่อเธอจะขอจงขอต่ออัลลอฮฺ
เมื่อเธอขอความช่วยเหลือก็จงขอความช่วยเหลือต่ออัลลอฮฺ  จงรู้ไว้เถิดว่าถ้ามนุษย์ชาติ
ร่วมมือกันเพื่อให้คุณใดๆแก่เธอ  พวกเขาย่อมไม่สามารถให้คุณประโยชน์ใดๆได้เว้นแต่
สิ่งนั้นๆอัลลอฮฺได้ทรงกำหนดไว้แล้วแก่เธอ  และถ้าพวกเขาร่วมมือกันให้โทษ(อันตราย)
แก่เธอก็ไม่เกิดอันตรายแก่เธอ  เว้นแต่ตามที่อัลลอฮฺได้ทรงกำหนดไว้แล้วแก่เธอ
ปากกาได้ถูกยกขึ้นแล้ว  และ(หมึกที่ได้เขียนแล้วใน)สารนั้นแห้งแล้ว'
บันทึกโดยติรมิซี  และเขากล่าวว่า  เป็นหะดีษหะซัน  เศาะฮีฮฺ
ส่วนในบันทึกอื่นจากติรมิซี  มีดีงนี้
' จงปกปักษ์อัลลอฮฺ  แล้วเธอจะพบพระองค์ต่อหน้าเธอ  เธอจงรู้จักอัลลอฮฺในยามสุข
สบาย  แล้วพระองค์จักทรงรู้จักเธอในยามเธอทุกข์ยาก  จงทราบด้วยว่าสิ่งใดๆก็ตามที่
(ถูกกำหนด)ไม่ให้โดนแก่เธอ  ก็จะไม่โดนแก่เธอ  จงทราบด้วยว่า  ชัยชนะนั้นอยู่ด้วยกัน
กับความอดทน  ความสุขนั้นอยู่ด้วยกับความทุกข์  และความยุ่งยากอยู่ด้วยกันกับ
ความง่ายดาย
' ' หะดีษ ที่20 ' '
จากอบูมัสอูด  อุกบะฮฺ บิน อัมรฺ  อัล อันศอรี อัล บัดรี รอฎิยัลลอฮุอันฮุ  กล่าวว่า
ท่านเราะซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  กล่าวว่า
' แท้จริงส่วนหนึ่งที่มนุษย์ได้รับจากศาสนทูตคนก่อนๆคือ
'ถ้าท่านไม่ละอาย  ก็จงทำที่ท่านปรารถนา'  หะดีษนี้  บันทึกโดย บุคอรี
' ' หะดีษ ที่21 ' '
จากอบูอัมรฺ  บางท่านกล่าวว่า  จาก อบู อัมเราะฮฺ(คือ) ซุฟยาน บิน อับดุลลอฮฺ รอฎิยัลลอ
ฮุอันฮุ  กล่าวว่า   ฉันถามว่า  'โอ้ท่านร่อซูล  ขอได้กล่าวแก่ฉัน(สอนฉัน)  เกี่ยวกับอิสลาม
เป็นคำกล่าว(คำสอน)  ที่ฉันไม่สามารถถามคนอื่น  นอกจากถามท่านเท่านั้น'
ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  กล่าวว่า  จงกล่าวว่า  ฉันศรัทธาต่ออัลลอฮฺ
แล้วท่านจงปฎิบัติด้วยความเที่ยงตรง  หะดีษนี้ บันทึกโดย มุสลิม
' ' หะดีษ ที่22 ' '
จากอบู อับดุลลอฮฺ  ญาบิร บิน อับดุลลอฮฺ อัล อันศอรี รอฎิยัลลอฮุอันฮุ  ว่า
มีชายคนหนึ่งถามท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ว่า ' ท่านมีความเห็นอย่างไร
ถ้าฉันนมาชที่ถูกบัญญัติและถือศิลอดเดือนรอมมะฎอน  ฉันอนุมัติ(ปฎบัติ)สิ่งที่อนุมัติ
และต้องห้าม(ละเว้น)ที่ต้องห้าม  และฉันจะไม่เพิ่มเติมนอกเหนือจากนั้นแม้แต่น้อย
(ดงนั้นแล้ง)ฉันได้เข้าสวรรค์ใช่ไหม'  ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ตอบว่า 'ใช่'
หะดีษนี้ บันทึกโดย มุสลิม
' ' หะดีษ ที่23 ' '
จากอบูมาลิก  อัล ฮาริษ บิน อาศิม อัล อัชอะรี รอฎิยัลลอฮุอันฮุ  กล่าวว่า
ท่านร่อซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  กล่าวว่า
' ความสะอาดนั้นเป็นส่วนหนึ่งของการศรัทธา  (การกล่าว)อัล ฮัมดุลิลลาฮฺ
(การสรรเสริญนั้นสำหรับอัลลอฮฺ)  นั้นทำให้เต็มแก่ตาชั่ง  (การกล่าว) 'ซุบฮานัลลอฮฺ'
และ อัล ฮัมดุลิลลาฮฺ(สดุดีและสรรเสริญอัลลอฮฺ)  นั้นทำให้เต็มแน่นแก่สิ่งซึ่งอยู่ใน
ระหว่างฟากฟ้ากับแผ่นดิน  การนมาชนั้นคือรัศมี
' การบริจาค(หรือการจ่ายซะกาต)  นั้นคือ  หลักฐาน(ที่แสดงถึงการศรัทธา)
การอดทนนั้นคือ  แสงเรือง  และกุรอานนั้นเป็นการยืนยันสนับสนุนท่าน
(ถ้าท่านทำดี)  หรือขัดขวางท่าน(ถ้าท่านทำชั่ว)  ทุกคนทำงาน  บางคนขายตัวเอง
ด้วยการทำงานหนักเพื่อนำความปลอดภัยแก่เขาหรือไม่ก็นำความพินาศแก่เขา'
หะดีษนี้ บันทึกโดย มุสลิม
' ' หะดีษ ที่24 ' '
จากอบู ซัรรฺ   อัล ฆิฟารี รอฎิยัลลอฮุอันฮุ  จากท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม
ตามที่ท่านไดรายงานมา  จากพระผู้อภิบาล  ผู้ทรงเกียรติยิ่งได้ตรัสว่า
' โอ้บ่าวของฉัน  ฉันห้ามการอยุติธรรมต่อตัวฉัน  และฉันทำให้มันเป็นที่ต้องห้าม
ในระหว่างสูเจ้า  ดังนั้นสูเจ้าอย่าได้กระทำอยุติธรรมกัน
' โอ้บ่าวของฉัน  สูเจ้าทั้งหลายหลงผิด  เว้นแต่ผู้ที่ฉันได้ให้ทางนำแก่เขา
ดังนั้นสูเจ้าจงขอทางนำแก่ฉัน  ฉันย่อมนำทางแก่สูเจ้า
' โอ้บ่าวของฉัน  สูเจ้าทุกคนเป็นผู้หิว  เว้นแต่ผู้ที่ฉันได้ให้อาหารแก่เขา
ดังนั้นสูเจ้าจงขออาหารจากฉัน  ฉันย่อมให้อาหารแก่สูเจ้า
' โอ้บ่าวของฉัน  สูเจ้าเปลือย  เว้นแต่ผู้ที่ฉันได้ให้เครื่องแต่งกายแก่เขา
ดังนั้นสูเจ้าจงขอเครื่องแต่งกายจากฉัน  ฉันย่อมให้เครื่องแต่งกายแก่สูเจ้า
' โอ้บ่าวของฉัน  แท้จริงสูเจ้ากระทำผิด  ทั้งกลางวันและกล่างคืน
และฉันให้อภัยแก่บาปเหล่านั้นทั้งหมด
ดังนั้นจงขออภัยจากฉัน  ฉันย่อมให้อภัยแก่สูเจ้า
' โอ้บ่าวของฉัน  สูเจ้าไม่สามารถให้ความเสียหายถึงฉัน  แล้วสูเจ้าจะทำให้เกิด
ความเสียหายแก่ฉัน(ได้อย่างไร)  สูเจ้าไม่สามารถให้คุณถึงฉัน  แล้วสูเจ้าจะให้
คุณนั้นเกิดแก่ฉัน(อย่างไร)
' โอ้บ่าวของฉัน  ถ้า(ตั้งแต่มนุษย์)คนแรกของสูเจ้า  และ(มนุษย์)คนสุดท้าย
ของสูเจ้า  ทั้งมนุษย์และญิน  ทั้งหมดต่างก็สำรวมตนจากความชั่ว  เหมือนกับ
คนที่สำรวมตนมากที่สุดจากพวกสูเจ้า  ก็ไม่เพิ่มแก่กิจการของฉันแม้แต่น้อย
' โอ้บ่าวของฉัน  ถ้า(ตั้งแต่มนุษย์)คนแรกของสูเจ้า  และ(จนถึงมนุษย์)คนสุดท้าย
ของสูเจ้าทั้งมนุษย์และญินทั้งหมดต่างก็ใจชั่ว  เหมือนกับคนที่ใจชั่วที่สุดจากพวก
สูเจ้า  ก็จะไม่ทำให้ขาดตกบกพร่องแก่กิจการของฉันแม้แต่น้อย
' โอ้บ่าวของฉัน  ถ้า(ตั้งแต่มนุษย์)คนแรกของสูเจ้า  และ(จนถึงมนุษย์)คนสุดท้าย
ของสูเจ้าทั้งมนุษย์และญินทั้งหมดต่างก็ยืนบนที่ดินเดียวกัน  แล้วต่างก็ขอจากฉัน
แล้วฉันให้แก่ทุกคนตามที่เขาขอ  ก็ไม่ทำให้ขากตกบกพร่องแก่สิ่งที่มีอยู่ที่ฉันแม้
แต่น้อย  เว้นแต่  เหมือนเข็มเล่มหนึ่งที่ใส่เข้าไปในทะเล
' โอ้บ่าวชองฉัน  แท้จริง  ทั้งหมดนั้นคือ  กิจการงานของสูเจ้า  ฉันบันทึกมันทั้งหมด
เพื่อสูเจ้าทั้งหลาย  แล้วฉันตอบแทนมัน
ดังนั้นผู้ใดได้รับความดี  ก็จงสรรเสริญอัลลอฮฺ  ผู้ใดรับอื่นจากนั้น  ดังนั้นเขาอย่า
ได้โยนความผิด  นอกจากตัวเขาเอง
หะดีษนี้(เป็นหะดีษกุดซี)  บันทึกโดย มุสลิม
' ' หะดีษที่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  ได้รายงานตามที่ท่านได้รับ วะหฺยู
จากอัลลอฮฺ' '
 

 
 
zunman [110.168.67.xxx] เมื่อ 11/09/2013 18:35
3
อ้างอิง
' ' หะดีษที่25 ' '
จากอบูซัรรฺ รอฎิยัลลอฮุอันฮุ  เช่นกัน
คนจากสาวกท่านร่อซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  กลุ่มหนึ่งกล่าวแก่ท่านนี
ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  ว่า 'โอ้ท่านรอซูลุลลอฮฺ' คนร่ำรวยนั้นได้ผลบุญมากกว่า
พวกเขานมาชเช่นเดียวกับพวกเรานมาช  เราถือศิลอดเช่นเดียวกับพวกเราถือศิลอด
และพวกเขาบริจาคด้วยทรัพย์สิน(เศาะดะเกาะฮฺ)ที่เหลือล้นของพวกเขา
(ส่วนเราไม่มีทรัพย์สินที่จะมำอย่างนั้น)
ท่านนบี  ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  กล่าวว่า  'อัลลอฮฺได้ทรงทำบางสิ่งแก่ท่านให้
บริจาคมิใช่หรือ  แท้จริงทุกๆสิ่งที่กล่าว  ตัสบีหฺ(คือกล่าว ซุบฮานัลลอฮฺ)เป็นเศาะดะเกาะฮฺ
ทุกๆตักบีร(กล่าว อัลลอฮอักบัร)เป็นเศาะดะเกาะฮฺ  ทุกๆตะหฺมีด(กล่าว อัลฮัมดุลิลลาฮฺ)
เป็นเศาะดะเกาะฮฺ  ทุกๆตะฮฺลีล(กล่าว ลาอิลาฮะอิลลัลลอฮฺ)ก็เป็นเศาะดะเกาะฮฺ
ใช้ให้ผู้คนทำการดีก็เป็นเศาะดะเกาะฮฺ  ห้ามปรามผู้คนทำชั่วก็เป็นเศาะดะเกาะฮฺ
และในการเพศสัมพันธ์กับภรรยาของท่านฏเป็นเศาะดะเกาะฮฺเช่นกัน
พวกเขาถามอีกว่า 'โอ้ท่านรอซูลุลลอฮฺ  การที่พวกเราคนหนึ่งปฎิบัติตามอารมณ์เพศ
ของเขา  เขาได้รับผลบุญในการกระทำของเขาด้วยหรือ
ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ตอบว่า  ท่านไม่ทราบดอกหรือว่าถ้าเขาปล่อยอารมณ์
ของเขาไปในทางที่ต้องห้าม  เขาได้รับบาปมิใช่หรือ  ด้วยเหตุนี้  เมื่อเขาปล่อยอารมณ์ของเขา
ไปในทางที่อนุมัติ  เขาก็ได้รับผลบุญ  หะดีษนี้บันทึกโดย  มุสลิม
' ' หะดีษที่26 ' '
จากอบูฮุร็อยเราะฮฺ รอฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า ท่านรอซูลุลลอฮฺ  ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม
กล่าวว่า 'ทุกอวัยวะของคนนั้นทำการเศาะดะเกาะฮฺทุกวัน  เมื่อดวงอาทิตย์ขึ้น  ท่าน
ปรองดองระหว่างสองคน(ที่ขัดแย้งกัน)ก็เป็นเศาะดะเกาะฮฺ  ช่วยเหลือคนที่เกี่ยวกับ
พาหนะของเขา(เช่น)  ท่านช่วยเขาขึ้นหรือช่วยยกสิ่งของขึ้นบนพาหนะของเขาก็เป็น
เศาะดะเกาะฮฺ  คำพูดที่ดีก็เป็นเศาะดะเกาะฮฺ  ทุกก้าวเพื่อไปนมาชก็เป็นเศาะดะเกาะฮฺ
และการขจัดสิ่งขัดขวางจากทางเดินก็เป็นการเศาะดะเกาะฮฺ  หะดีษนี้ บันทึกโดย บุคอรี
' '  หะดีษที่27 ' '
จาก อัน เนาวาส บิน สัมอาน รอฎิยัลลอฮุอันฮุ  จากท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม
กล่าวว่า 'การดีนั้นคือ  กริยามารยาทที่ดี  และบาปนั้นคือ  สิ่งที่ทำให้สงสัยคลางแคลง
ในจิตใจของท่านและท่านไม่ชอบที่จะรู้เห็นในการกระทำสิ่งนั้น  หะดีษนี้บันทึกโดย มุสลิม
และจาก วาบิเศาะฮฺ บิน มะอฺบัด รอฏิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า  ฉันได้ไปหาท่านรอซูล
ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  ท่านถามว่า  'ท่านมาเพื่อถามเกี่ยวกับการดีหรือ'
ฉันตอบว่าใช่  ท่านกล่าวว่า  'จงขอคำตัดสินจากจิตใจของท่าน'  การดีนั้นคือ  สิ่งที่ทำให้
สงบราบรื่นแก่ตัวท่านและจิตใจของท่าน  ส่วนบาปนั้นคือ  สิ่งที่ทำให้เกิดคลางแคลง
แก่ตัวและสงสัยในจิตใจ  แม้ว่าผู้คนให้คำตัดสินแก่ท่าน  และพวกเขายอมรับว่าคำตัดสิน
นั้นถูกต้อง'  หะดีษนี้เป็น 'หะดีษฮะซัน'  ซึ่งเรารายงานจากมุสนัตของ
อิมาม อะฮฺมัด บินฮันบัล  และ อัด ดาริมี  ด้วยสายสืบที่ ฮะซัน
' ' หะดีษที่28 ' '
จาก อบู นะญีหฺ  อัล อิรบาฎ บิน สาริยะฮฺ รอฎิยัลลอฮุอันฮุ  กล่าวว่า
ท่านรอซูล   ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  ได้ตักเตือนเราด้วยการตักเตือนอย่างหนึ่ง
ที่ทำให้ใจเราสะเทือนและทำให้เราน้ำตาเอ่อล้น  เราจึงพูดว่า 'โอ้รอซูลุลลอฮฺ'  คำเตือน
นั้นดูเหมือนกับคำเตือนครั้งสุดท้าย(เพื่ออำลา)  ดังนั้น  จงสั่งเสียให้เราเถิด
ท่านนบี  ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  กล่าวว่า  'ฉันสั่งเสียพวกท่านเพื่อให้สำรวมตน
ต่ออัลลอฮฺ(ผู้ทรงสูงส่งและทรงเกียรติยิ่ง)  พร้อมทั้งทำตามและเชื่องฟังคำสั่ง
แม้ว่าผู้ที่ปกครองท่านนั้นเป็นทาสก็ตาม  ผู้ที่มีชีวิตยืนยาวในพวกท่านจะได้เห็นความ
ขัดแย้งกันมากมาย  ดังนั้นเป็นหน้าที่ของท่านที่จะต้องยึดถือซุนนะฮฺของฉัน(แบบอย่าง
ที่ฉันได้ปฎิบัติ)และซุนนะฮฺ(แบบอย่าง)เคาะลีฟะฮฺผู้ทรงคุณธรรมที่ได้รับทางชี้นำ
(จากพระผู้เป็นเจ้า)  จงยึดซุนนะฮฺเหล่านั้นด้วยความหนักแน่น(ตามศัพท์ภาษาอาหรับ
แปลว่า 'ท่านจงกัดมันด้วยฟันกราม)  และจงให้ห่างจากกิจการ(ทางศาสนา)ที่ถูก
ประดิษฐ์ขึ้นใหม่  เพราะกิจการ(ทางศาสนา)ที่ถูกประดิษฐ์ขึ้นใหม่นั้นเป็นบิดอะฮฺ
และทุกๆบิดอะฮฺนั้นเป็นการหลงผิด  และทุกๆการหลงผิดนั้นคือนรก'
หะดีษนี้บันทึกโดย อบูดาวู๊ด และติรมิซี  และท่านกล่าวว่า หะดีษนี้หะซัน เศาะฮีหฺ
' ' หะดีษที่29 ' '
จากมุอาช บินญะบัล รอฎิยัลลอฮุอันฮุ  กล่าวว่า
ฉันถาม(ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม)ว่า  'โอ้ท่านรอซูลุลลอฮฺ  จงบอกฉันเกี่ยว
กับการงานที่สามารถทำให้ฉันเข้าสวรรค์ได้  และให้ฉันห่างจากไฟนรก
(ท่านนบี  ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม)ตอบว่า  'แท้จริงท่านได้ถามเกี่ยวกับเรื่องใหญ่โต
และแน่แท้มันไม่เป็นการหนักแก่ผู้ที่อัลลอฮฺได้ทรงทำให้ง่ายแก่เขา(นั่นคือ)  ท่านต้องภักดี
อัลลอฮฺ  อย่าได้ถือสิ่งใดๆเทียบเคียงพระองค์  ท่านต้องดำรงนมาช  จ่ายซะกาต
ถือศิลอดในเดือนรอมมะฎอน  และไปบำเพ็ญฮัจญ์ ณ บัยตุลลอฮฺ'
หลังจากนั้นท่านใด้กล่าวอีกว่า  'ท่านประสงค์ให้ฉันชี้แจงแก่ท่านช่องทางแห่งความดีไหม'
การถือศิลอดนั้นเป็นโล่  และการบริจาคทานนั้นลบล้างความผิด  ประดุจดังน้ำที่ทำให้
ไฟดับได้  และการนมาชของคนหนึ่งๆยามดึกดื่น'  หลังจากนั้นท่านได้อ่าน  โองการ
'ตะตะญาฟา ญุนูบุฮุม อะนิล มะฎอญิอฺ'  จนถึง 'ยะอฺละมูน'(กุรอานบทที่32 อายะฮฺที่17ถึง17)
หลังจากนั้นท่านกล่าวว่า  'ท่านประสงค์ให้ฉันบอกท่านเกี่ยวกับหลักของการงาน
เสาของมัน  และยอดของมันไหม'  ฉันตอบว่า ใช่แล้ว โอ้รอซูลุลลอฮฺ  ท่านจึงกล่าวว่า
'หลัก(หัว)ของการงานคืออิสลาม  เสาของมันคือนมาช  และยอดของมันคือญิฮาด'
หลังจากนั้นท่านถามอีกว่า  'ท่านประสงค์จะให้ฉันบอกให้ท่านเกี่ยวกับกุญแจของสิ่ง
เหล่านั้นทั้งหมดไหม'  ฉันตอบว่า  'ใช่แล้ว โอ้ท่านรอซูลุลลอฮฺ'  แล้วท่านจับลิ้นของท่าน
และกล่าวว่า  'ท่านจงระวังสิ่งนี้'  ฉันเลยกล่าวว่า  'โอ้นบีแห่งอัลลอฮฺ  เราถูกกำชับ
(ถูกลงโทษ)  อันเนื่องจากสิ่งที่เราได้พูดกระนั้นหรือ  ท่านตอบว่า  'ที่ทำให้มนุษย์ถลา
ไปยังใบหน้าของเขา(หรือท่านกล่าวว่า 'ไปยังจมูกของเขา')  ไปยังนรกนอกเหนือจาก
คำพูดของเขามิใช่หรือ
หะดีษนี้บันทึกโดย  ติรมิซี  ท่านกล่าวว่า  หะดีษนี้หะซัน ซอฮีหฺ
'ขยายความ'  อัล กุรอาน  32:16-17 ความว่า
'สีข้าง(ร่างกาย)ของพวกเขาห่างจากที่นอน(คือไม่นอนมาก)
พวกเขาวิงวอนพระผู้อภิบาลของพวกเขา  ด้วยความกลัวและความหวังและพวกเขา
บริจาคส่วนหนึ่งจากปัจจัยยังชีพที่เรา(อัลลอฮฺ)ได้ให้แก่เขา
ดังนั้น  จึงไม่มีคนใดรู้สิ่งที่ถูกซ่อนไว้สำหรับพวกเขาจากสิ่งซึ่งเป็นที่สดชื่นแก่สายตา
(ซึ่ง)เป็นการตอบแทนตามที่พวกเขาได้กระทำ'
 

 
 
zunman [110.168.67.xxx] เมื่อ 11/09/2013 18:37
4
อ้างอิง
' ' หะดีษที่30 ' '
จากอบูษะอฺละบะฮฺ อัล คุชะนี  ญุรฺษูม บิน นาชิร รอฎอยัลลอฮุอันฮุ
จากท่านรอซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  กล่าวว่า
'แท้จริง  อัลลอฮฺผู้ทรงสูงส่งได้ทรงบัญญัติหลายบัญญัติ  ดังนั้นท่านอย่าได้ละทิ้งบัญญัตินั้น
พระองค์ได้ทรงกำหนดหลายขอบเขต  ดังนั้นท่านอย่าได้ละเมิดขอบเขตนั้น
พระองค์ได้ทรงห้ามหลายอย่าง  ดังนั้นท่านอย่าได้ฝ่าฝืนมัน  และพระองค์ได้ทรงนิ่งเฉย
(ไม่ได้กล่าวถึง)หลายสิ่ง  นั้นเป็นความโปรดปรานแก่ท่าน  มิใช่เพราะพระองค์ทรงลืม
ดังนั้นท่านอย่าได้โต้เถียงเกี่ยวกับสิ่งนั้น'
หะดีษหะซัน  บันทึกโดย อัด ดาเราะกุฎนี  และคนอื่นๆ
' ' หะดีษที่31 ' '
จาก อบู อับบาส  สะฮัล บิน สะอัด อัส สาอิดี  รอฎิยัลลอฮุอันฮุ  กล่าวว่า
มีชายคนหนึ่งมาหาท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม   แล้วถามว่า  'โอ้ท่านรอซูลุลลอฮฺ
ขอได้โปรดชี้แจงแก่ฉันถึงการงานอย่างหนึ่งเมื่อฉันทำแล้วจะให้อัลลอฮฺทรงรักฉันและทำให้
ผู้คนรักฉันด้วย'  ท่านตอบว่า  'จงเพียงพอกับโลก'  แล้วอัลลอฮฺจะทรงรักท่าน  และจงเพียงพอ
กับสิ่งที่มีอยู่กับมนุษย์  แล้วมนุษย์จะรักท่าน'
หะดีษหะซัน บันทึกโดย อิบนุ มาญะฮฺ และอื่นๆ  ด้วยสายสืบหะซัน
' ' หะดีษที่32 ' '
จากอบูสะอีด บิน มาลิก บินสินาน อัล คุดรี รอฎิยัลลอฮุอันฮุ
แท้จริง  ท่านรอซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  กล่าวว่า
'ท่านอย่าทำให้เกิดความเสียหาย(ความขาดทุน ความลำบาก ความทุกข์ยาก)ซึ่งกันและกัน'
หะดีษ หะซัน บันทึกโดย อิบนุมาญะฮฺ ดาเราะกุฎนี  และอื่นๆด้วยสายสืบและการบันทึก
ของ มาลิก  ในหนังสือของท่านชื่อ อัล มุวัฎ เฎาะอฺ  ในฐานะหะดีษ มุรสัล จากอัมรฺ บิน ยะฮฺยา
จากบิดาของท่าน จากท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  โดยไม่ระบุชื่อ อบู สะอีดและ
(หะดีานี้)มีหลายสายสืบ ต่างก็สนับสนุนกัน
' ' หะดีษที่33 ' '
จากอิบนุ อับบาส รอฎิยัลลอฮุอันฮุ  แท้จริงท่านรอซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  กล่าวว่า
'หากให้(ตามคำข้ออ้างทุกอย่าง)  ที่ผู้คนได้ขออ้างแล้วย่อมจะมีคนขออ้างเหนือทรัพย์สินของ
คนอื่นหรือเหนือเลือดเนื้อของคนอื่น  ด้วยเหตุนี้จึงต้องมีการยืนยัน  (ด้วยหลักฐานและพยาน)
สำหรับผู้ที่ขออ้าง  และต้องมีการสาบานแก่ผู้ที่ปฎิเสธ'
หะดีษหะซัน บันทึกโดย อัล บัยหะกี และคนอื่นๆ  สำนวนนี้เช่นกัน
และบางส่วนมีบันทึกอยู่ในของซอฮีฮฺทั้งสอง(บุคอรีและมุสลิม)
' ' หะดีษที่34 ' '
จากอบูสะอีด อัล คุดรี รอฎิยัลลอฮุอันฮุ  กล่าวว่า  ฉันได้ยินท่านรอซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม
กล่าวว่า  'ผู้ใดในหมู่พวกท่านรู้เห็นสิ่งที่ชั่ว  ก็จงห้ามปรามด้วยมือ(อำนาจ)ของเขา
ถ้าเขาไม่มีความสามารถ  ดังนั้น(จงห้ามปราม)ด้วยลิ้นของเขา(ด้วยการตักเตือน)
ถ้าเขายังไม่สามารถ  ดังนั้น(ก็จงปราม)ด้วยจิตใจของเขารู้สึกไม่สบายใจ ไม่เห็นด้วย ฯลฯ)
การกระทำดังกล่าวนี้(คือปรามด้วยใจ)  เป็นการศรัทธาที่อ่อนแอที่สุด'
หะดีษนี้บันทึกโดย มุสลิม
' ' หะดีษที่35 ' '
จากอบู ฮุร็อยเราะฮฺ รอฎิยัลลอฮุอันฮุ  กล่าวว่า  ท่านรอซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม
ได้กล่าวว่า
'ท่านทั้งหลายอย่าได้อิจฉาริษยากันและกัน  อย่าได้โกงกันและกัน  อย่าได้รังเกียจกันและกัน
อย่าได้ห่างเหินกันและกัน  และอย่าได้แย่งซื้อขาย(สิ่งของ)ที่คนอื่นกำลังจะซื้อ จะขายกัน
ท่านทั้งหลายจงเป็นบ่าวของอัลลอฮฺที่เป็นพี่น้องกัน  มุสลิมเป็นพี่น้องของมุสลิม  เขาจะสร้าง
ความอยุติธรรมแก่อีกฝ่ายหนึ่ง  จะปฎิเสธการตอบโต้ที่จะเกิดขึ้นแก่อีกฝ่ายหนึ่ง  จะโกหกเขา
จะดูถูกดูแคลนเขา  ย่อมทำไม่ได้  การสำรวมตน(ตักวา)  นั้นอยู่ที่นี่  ท่านชี้ไปที่หน้าอกของท่าน
3ครั้ง  ความชั่วช้าที่สุดของคนหนึ่งๆนั้นคือ  ถ้าเขาดูถูกดูแคลนพี่น้องเขาที่เป็นมุสลิม
' มุสลิมทุกคนต่อมุสลิมอีกฝ่ายหนึ่งนั้นเป็นที่ต้องห้ามคือ  เลือดของเขา  ทรัพย์สมบัติของเขา
และเกียรติของเขา'  หะดีษนี้บันทึกโดย มุสลิม
' ' หะดีษที่36 ' '
จาก อบูฮุร็อยเราะฮฺ รอฎิยัลลอฮุอันฮุ  จากท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  กล่าวว่า
' ผู้ใดปลดปล่อยผู้ศรัทธาจากความทุกข์อย่างหนึ่งจากความทุกข์แห่งโลก  อัลลอฮฺจะทรง
ปลดปล่อยเขา(จาก)ความทุกข์ยากอย่างหนึ่งของความทุกข์ยากในวันกิยามะฮฺ
' ผู้ใดช่วยเหลือผู้ที่กำลังยากลำบาก  อัลลอฮฺจะทรงช่วยเขาทั้งในโลกและอาคิเราะฮฺ
' ผู้ใดปกปิดความอับอายของมุสลิม  อัลลอฮฺจะทรงปิดความอับอายของเขาทั้งในโลก
และอาคิเราะฮฺ
' อัลลอฮฺพร้อมที่จะช่วยเหลือบ่าวของพระองค์  ตราบที่บ่าวคนนั้นชอบที่จะช่วยเหลือ
พี่น้องของเขา
' ผู้ใดที่ขวนขวายหนทางเพื่อแสวงหาความรู้  อัลลอฮฺจะทรงให้ความสะดวกแก่เขา
ในหนทางไปยังสวรรค์
' เมื่อพวกหนึ่งได้ประชุม ณ บ้านแห่งหนึ่งจากบ้านของอัลลอฮฺ(มัสญิด)  ด้วยการอ่าน
คัมภีร์แห่งอัลลอฮฺ  และศึกษาหาความรู้กันและกัน  ความสงบราบรื่นก็จะลงมายัง
พวกเขา  และพวกเขาจะถูกปกคลุมด้วยความเมตตา(เราะฮฺมัด)แห่งพระผู้เป็นเจ้า
และจะถูกล้อมรอบด้วยมะลาอิกะฮฺ  และอัลลอฮฺจะทรงระลึกถึงพวกเขาในกลุ่มผู้ที่
อยู่ ณ พระองค์  (บรรดามะลาอิกะฮฺที่เฝ้าพระองค์)  และผู้ใดปฎิบัติกิจการงานของเขา
ด้วยความเฉื่อยอัลลอฮฺจะไม่ทรงยกฐานะของเขาอย่างรวดเร็ว'
(หะดีษทำนองนี้มีหลายสำนวน)  สำนวนนี้ตามบันทึกของ  มุสลิม
' ' หะดีษที่37 ' '
จาก อิบนุ อับบาส รอฎิยัลลอฮุอันฮุ  จากท่านรอซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม
ได้รายงานคำตรัสแห่งอัลลอฮฺ(ตะบาเราะกะ วะตะอาลา)  ซึ่งตรัสว่า
' แท้จริง  อัลลอฮฺได้ทรงกำหนดคุณค่าแห่งความดีทั้งหลายและค่าของความชั่ว
ทั้งหลาย  แล้วทรงชี้แจงดังต่อไปนี้
' ผู้ใดปรารถนาจะทำการดีแต่ไม่(ไม่มีโอกาส)กระทำ  อัลลอฮฺจะทรงบันทึกในฐานะ
ความดีอย่างหนึ่งอย่างสมบูรณ์  ถ้าเขาปรารถนาจะทำการดี  แล้วเขาได้กระทำตาม
ที่เขาปรารถนานั้น  อัลลอฮฺจะทรงบันทึกคุณค่าแห่งการดี(หลายเท่า)
ตั้งแต่ 10 เท่าถึง 700 เท่า  ถึงหลายๆเท่าอย่างมากมาย
' และถ้าเขาปรารถนาจะทำชั่ว  แต่เขาไม่ได้กระทำ  อัลลอฮฺจะบันทึกความดีอย่างหนึ่ง
ที่สมบูรณ์  ถ้าเขาปรารถนาทำชั่วแล้วได้ทำ  อัลลอฮฺจะบันทึกด้วยความชั่วเพียงอย่างเดียว'
หะดีษนี้บันทึกโดยบุคอรีและมุสลิมในหนังสือของท่านทั้งสองด้วยสำนวนข้างต้น
' ' หะดีษที่38 ' '
จาก อบู ฮุร็อยเราะฮฺ รอฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า ท่านรอซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม
กล่าวว่า  ' แท้จริงอัลลอฮฺพระผู้สูงส่งตรัสว่า'
ผู้ใดเป็นศัตรูกับผู้ที่ซื่อสัตย์ของฉัน(ผู้ที่ใกล้ชิดกับฉัน ผู้ที่รักฉัน)  แท้จริงฉันได้ประกาศสงคราม
กับเขา  และไม่มีบ่าวของฉันคนใดที่ใกล้ชิดกับฉันด้วยการงานใด  ที่ฉันชอบมากกว่าการ
ปฎิบัติสิ่งที่ฉันได้กำหนด(กิจการที่เป็นฟัรฎู)แก่เขาไว้แล้ว  และบ่าวของฉันอยู่ใกล้ชิดกับฉัน
เสมอด้วยการปฎิบัติกิจที่เป็นสุนัต  จนฉันรักเขา  ดังนั้น  เมื่อฉันได้รักเขาแล้ว  ฉันก็เป็น
หูของเขาซึ่งเขาได้ยิน  และเป็นตาของเขาที่เขาสามารถมองเห็นได้  และเป็นมือของเขาที่เขา
ฟาด(ต่อสู้)กับมือนั้น  และเป็นเท้าของเขาที่เขาใช้สำหรับเดิน  และแน่นอนยิ่ง  ถ้าเขาขอสิ่งใดๆ
จากฉัน  ฉันย่อมให้แก่เขา  และแน่นอนยิ่ง  ถ้าเขาขอความคุ้มครองจากฉัน
ฉันย่อมให้ความคุ้มครองแก่เขา'
หะดีษนี้(เป็นหะดีษกุดซี)  บันทึกโดยบุคอรี
' ' หะดีษที่39 ' '
จาก อิบนุ อับบาส รอฎิยัลลอฮุอันฮุ แท้จริง  ท่านรอซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  กล่าวว่า
' แท้จริง  อัลลอฮฺทรงให้อภัย(ได้ลบล้างบาป)  เนื่องจากฉัน  จากอุมมะฮฺของฉัน
ซึ่งกิจการที่ผิดพลาดและหลงลืมและที่ถูกฝ่ายอื่นบังคับแก่เขา'
หะดีษหะซัน  บันทึกโดย อิบนุ มาญะฮฺ  บัยฮะกี และคนอื่นๆ
' ' หะดีษที่40 ' '
จาก อิบนุ อุมัร รอฎิยัลลอฮุอันฮุ  กล่าวว่า  ท่านรอซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม
ได้จับใหล่ฉัน  แล้วกล่าวว่า
' ในโลกนี้เธอจงเป็นดังคนแปลกหน้าหรือคนที่กำลังเดินทาง'
อิบนุ อุมัร  กล่าว(แก่ผู้ฟัง) ว่า 'ถ้าท่านอยู่ในเวลาเย็น  ท่านอย่าได้รอจนถึงรุ่งเช้า
ถ้าท่านอยู่ในเวลาเช้า  ก็อย่าได้เฝ้ารอจนถึงเวลาเย็น  จงใช้(จงทำงาน)ในขณะท่านสุขสบาย
ก่อนที่ท่านจะเจ็บป่วย  และจงใช้(ทำงาน ทำอะมัล)ในชีวิตของท่านก่อนที่ท่านจะตาย'
หะดีษนี้บันทึกโดย บุคอรี
' ' หะดีษที่41 ' '
จาก อบูมุฮัมมัด อับดุลลอฮฺ บิน อัมรฺ บิน อัล อาศ รอฎิยัลลอฮุอันฮุ
กล่าวว่า  ท่านรอซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  กล่าวว่า
'คนหนึ่งคนใดในพวกท่าน  ไม่มีศรัทธา(ที่แท้จริง ที่สมบูรณ์)  จนกว่าตัณหา(ความต้องการ)
ของเขาตาม(เห็นด้วยกับ)  สิ่งที่ฉันได้นำมา(สอนแก่ท่าน)
หะดีษหะซัน เศาะฮีหฺ  เราได้รายงานจากหนังสือ  อัล ฮุจญะฮฺ  ด้วยสายสืบที่เศาะฮีหฺ
' ' หะดีษที่42 ' '
จาก อะนัส รอฎิยัลลอฮุอันฮุ  ฉันได้ยินท่านรอซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  กล่าวว่า
' อัลลอฮฺผู้ทรงสูงส่งได้ตรัสว่า'
'บุตรอาดัม(มนุษย์)  เอ่ย  ตราบใดที่สูเจ้าขอ(ดุอาอฺ)  และมีความหวังจากฉัน  ฉันจะอภัยให้
ในความผิดที่สูเจ้าได้กระทำ  และฉันจะไม่สนใจอีก
' บุตรอาดัมเอ๋ย  แม้ว่าความผิดของสูเจ้าจะสูงเท่าชั้นฟ้า  หลังจากสูเจ้าขออภัยโทษจากฉัน
แล้วฉันก็อภัยให้สูเจ้า
' บุตรอาดัมเอ๋ย  ถ้าสูเจ้ามายังฉันด้วยบาปเต็มแน่นเท่าพิภบ  แล้วสูเจ้ามาพบฉันโดยที่สูเจ้า
ไม่ได้ตั้งภาคีใดๆกับฉัน  แน่นอน  ฉันจะให้อภัยแก่สูเจ้าด้วยการอภัยที่เท่าพิภพเช่นกัน'
บันทึกโดยติรมิซี  ท่านกล่าวว่าเป็น  หะดีษ หะซัน เศาะฮีหฺ
 

 
 
zunman [110.168.67.xxx] เมื่อ 11/09/2013 18:39
ความคิดเห็นของผู้เข้าชม
รูปประกอบความคิดเห็น :
ชื่อผู้แสดงความคิดเห็น :
สถานะ : รหัสผ่าน :
อีเมล์ :
ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง :
รหัสความปลอดภัย :