AZSUNNAHTHAI  
               AZSUNNAH MADINAH

สถิติ
เปิดเมื่อ3/09/2013
อัพเดท8/09/2017
ผู้เข้าชม10830
แสดงหน้า15266
ปฎิทิน
January 2020
Sun Mon Tue Wed Thu Fri Sat
   
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
31
 




มุสลิมที่แท้จริง

มุสลิมที่แท้จริง
อ้างอิง อ่าน 164 ครั้ง / ตอบ 4 ครั้ง
หนังสือที่พิมพ์นี้มีชื่อว่า อัลมุสลิมอัลฮัก แปลเป็นไทยว่า มุสลิมที่แท้จริง
เรียบเรียงโดยอบูบักร อัลญะซาอิลีย์
ท่านอบูบักร อัลญะซาอิลี เป็นผู้หนึ่งที่มีส่วนในการก่อตั้งมหาวิทยาลัย
อิสลามียะฮฺแห่งมดีนะฮฺ อัลมุเนาวเราะฮฺ ประเทศซาอุดิอารเบีย
และได้เป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยแห่งนี้
ท่านเป็นผู้รู้ท่านหนึ่งที่ได้เรียบเรียงหนังสือเกี่ยวกันศาสนาอิสลามไว้
หลายเล่มและเล่มที่พิมพ์อยู่นี้ก็เป็นผลงานของท่านที่ได้มอบไว้แก่มุสลิม
ยุคปัจจุบันหนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือเล่มเล็กๆ แต่มีคุณค่าแก่การศึกษายิ่ง
เป็นหนังสือที่กล่าวถึงสภาพ
ของมุสลิมที่แท้จริง ตั้งแต่ภายนอกถึงภายใน ภายในได้แก่ ความรู้สึกนึกคิด
ภายนอกได้แก่อวัยวะต่างๆของร่างกาย ตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า ผู้เขียนได้สาธยาย
สภาพของมุสลิมไว้ละเอียดพอควร โดยยึด ตัวบทจากอัล กุรอาน และอัลหะดีษ
เป็นหลักการสาธยายตลอดเนื้อเรื่อง แต่เป็นที่น่าเสียดายว่าผู้เขียนมิได้บอกชื่อ
ซุเราะหฺและอายะฮฺของ อัลกุรอาน
ที่ยกมาเป็นหลักฐาน อีกทั้งมิได้แจ้งชือผู้รายงานหะดีษที่ปรากฎอยู่ในหนังสือ
นี้อีกด้วย
1 ## หัวใจ ##
หากมองถึงอวัยวะที่สำคัญที่สุดในร่างการของมนุษย์ ก็คงต้องเป็นหัวใจ เพราะ
1 ท่านร่อซูล ว่า
ฟิตัน จะถูกเสนอเหนือจิตใจทั้งหลาย ดุจดังเสื่อ(ที่ถูกสานขึ้น) ทีละเส้นๆ หัวใจ
ไดรีบรับฟิตันนั้นก็จะเกิดจุดดำขึ้นในหัวใจ และหัวใจไดปฎิเสธฟิตัน ก็จะเกิดจุดขาวขึ้น
ดังนั้นจึงมีหัวใจสองประเภท ประเภทแรกขาวเหมือนดัง ศ่อฟาอฺ ฟิตนะฮฺไดก็ทำ
อันตรายหัวใจนี้ไม่ได้ ตราบไดที่ยังมีฟากฟ้าและแผ่นดินอยู่ ส่วนอีกหัวใจหนึ่ง
ดำสนิท เหมื่อนดังภาชนะที่ถูกทำให้เอียงลง ซึ่งหัวใจนี้จะไม่รู้จักดีและไม่ปฎิเสธชั่ว #
และหนึ่งจากปรากฎการณ์ของหัวใจมุสลิมก็คือ จะรักในสิ่งที่อัลลอฮฺรัก จะเกลียด
ในสิ่งที่อัลลอฮฺเกลียด เมื่อมีการให้รำลึกถึงอัลลอฮฺ หัวใจนั้นก็จะระลึกถึงอัลลอฮฺ
และเมื่อมีการให้กลัวอัลลอฮฺ หัวใจนั้นก็จะเกลงกลัวอัลลอฮฺ
เหตุนี้ถ้าหัวใจใดรักในสิ่งที่อัลลอฮฺทรงเกลียด เช่น การปฎิเสธและผู้ปฎิเสธ
ความอธรรมและผู้อธรรม ความเสื่อมเสียและผู้ก่อความเสื่อมเสีย แล้วยังเป็นหัวใจ
ที่จมปลักอยู่ในการโกรธ การศรัทธาและผู้ศรัทธา เกลียดการสร้างสรรค์และบรรดา
ผู้สร้างสรรค์หัวใจดังกล่าวมิใช่หัวใจของมุสลิม
หัวใจไดที่ใด้รับการเชื้อเชิญให้รำลึกถึงอัลลอฮฺและสัญญานต่างๆของพระองค์
ให้นึกถึงความโปรดปรานของอัลลอฮฺ และการลงโทษของพระองค์ หัวใจนั้น
ไม่ยอมคิด ไม่ยอมระลึกและยังจมปลักอยู่กับความเหลวไหล ทั้งความเชื่อและ
การกระทำ หมกมุ่นอยู่กับความชั่ว
ความเสื่อมเสีย ทั้งคำพูดและการกระทำ หัวใจเช่นนี้จึงมิใช่หัวใจมุสลิม
3 อัลลอฮฺทรงตรัสว่า
เมื่อพวกเขาใด้รับ (การเชิญชวน) ให้ระลึกถึง พวกเขาก็ไม่ระลึกถึง ##
เมื่อหัวใจใด้รับการเชิญชวนให้กลัวอัลลอฮฺ และการลงโทษของพระองค์ แล้วหัวใจ
นั้นกลับไม่เกรงกลัว ยังยืนหยัดที่จะลำพองตนบนแผ่นดิน สร้างความเป็นศัตรูต่อ
ปวงบ่าว ตัดสิ่งที่อัลลอฮฺใช้ให้เชื่อมโยง สร้างความเสื่อมเสียขึ้นบนแผ่นดิน ก่อให้
เกิดความเสียหายทั้งปัจจัยและเผ่าพันธุ์ กินดอกเบี้ย ทำชินา ส่งเสริมการแพร่
น้ำเมาและความเลวร้ายนานาหัวใจเช่นนี้มิใช่หัวใจมุสลิม
3 อัลลอฮฺตรัสว่า
เมื่อถูกกล่าวแก่เขาว่า จงเกลงกลัวอัลลอฮฺ ความลำพองในบาปได้ยื้อยุดเขาไว้
พอเพียงแล้วสำหรับเขาซึ่ง นรก และมันเป็นที่พำนักที่เลวยิ่ง ##
2 ## ศีรษะ ##
ศีรษะนั้นประกอบด้วยใบหน้า ส่วนที่ใช้ฟัง ส่วนที่ใช้ดู และส่วนที่ใชัพูด ซึ่งแต่ละ
ส่วนนั้นต่างกันไปตามหน้าที่ ศีรษะก็คือ แหล่งความติด และความอายก็เกิดจาก
ใบหน้าเราจะพูดถึงแต่ละส่วนต่อเนื่องกันไป เราขอพูดเรื่องความคิดก่อน
1 ความคิด
ความคิดของมุสลิมจะต้องไม่ออกนอกขอบข่ายสิ่งที่ยังประโยชน์ให้กับมนุษย์ชาติ
ไม่ว่าจะในเรื่องการดำเนินชีวิตก็ดี หรือการฟื้นคืนชีพก็ดี ซึ่งหมายถึงชีวิตในโลกนี้
และโลกหน้าที่ยังประโยชน์แก่มวลมุสลิมเป็นการเฉพาะ และลึกลงไปอีกถึงสิ่งที่ยัง
ประโยชน์แก่ตัวเอง
ส่วนศีรษะที่คิดแต่ที่จะก่อให้เกิดอันตรายแก่มวลมนุษย์ทั้งในโลกนี้และโลกหน้า
หรือมุ่งร้ายแก่มวลมุสลิมเป็นการเฉพาะ โดยสร้างความคลุมเครือ ความสับสนขึ้น
ในหมู่มุสลิมจุดไฟสงครามขึ้นในบ้าน ในเมืองของพวกเขา ศีรษะเช่นนี้มิใช่ศีรษะ
ของมุสลิมศีรษะไดไม่คิดถึงภาระหน้าที่ ในเรื่องของการเชิญชวนมวลมนุษย์ไปสู่
พระผู้ทรงสร้างไม่แนะนำมวลมนุษย์โดยทั่วไป หรือมุสลิมเป็นการเฉพาะไปสู่การ
ให้เอกภาพต่อพระผู้อภิบาล
ของพวกเขา ตลอดจนในการไม่สอนให้รู้จักพระองค์ และการอิบาดะฮฺต่อพระองค์
แล้วยังคิดที่จะให้คนหันเหออกห่างจากสิ่งดังกล่าว และยังสร้างกำแพงกีดกั้น
ระหว่างมนุษย์กับการให้เอกภาพต่อ อัลลอฮฺ กีดขวางการระลึกถึงพระองค์
การอิบาดะฮฺต่อพระองค์
แล้วยังยึดเอาพวกพ้องและเผ่าพันธุ์ มาเป็นเครื่องมือสร้างความแตกแยกใน
หมู่มุสลิมวางกฎเกณฑ์และแบบแผนขึ้นมาเพื่อต่อสู้กับบัญญัติของอัลลอฮฺและ
มวลมุอฺมินศีรษะเช่นนี้มิใช่ศีรษะของมุสลิม
ศีรษะไดไม่เงยขึ้นมาฟังอัลกุรอาน และซุนนะฮฺของท่าน นบี ฯ ไม่ภาคภูมิใจใน
เกีรติแห่งอีมานและอิสลาม แต่กลับไปภาคภูมิใจในประเพณีแห่งญาหิลิยะฮฺ
(ความโง่เขลา)ภาคภูมิใจต่อกฎเกณฑ์ของลัทธิเจว็ด พอใจในสัญลักษณ์ของ
การปฎิเสธและดื้อดึง
ศีรษะเช่นนี้มิใช่ศีรษะของมุสลิม ท่านร่อซูล กล่าวว่า
ผู้ไดตื่นขึ้นมาแต่มีเจตนามิใช่เพื่ออัลลอฮฺ เขาก็มิใช่(บ่าว)ของอัลลอฮฺ และผู้ได
ตื่นขึ้นมาโดยไม่ไส่ใจต่อมวลมุสลิม เขาก็มิใช่ส่วนหนึ่งจากมวลมุสลิม##
 

 
 
zunman [110.168.67.xxx] เมื่อ 14/01/2017 13:57
1
อ้างอิง
## 3ความอาย ##
ใบหน้าของมุสลิมนั้นต้องมียางอาย สุภาพอ่อนโยน เหตุนี้เขาจึงไม่หยาบช้าและ
หน้าด้านจะไม่พูดด้วยถ้อยคำที่ต่ำช้าและสถุลส่วนใบหน้าที่บูดบึ้งต่อมวลมุสลิม
ไม่เคยหน้าแดงเพราะความเขินอาย ใบหน้าเช่นนี้มิใช่ใบหน้ามุสลิม
ใบหน้าที่ปราศจากความอายไม่สะท้านเมื่อพูดคำหยาบ ไม่หน้าแดงเมื่อประกอบ
กรรมชั่วหรือพูดคำที่ไม่สมควร ใบหน้าเช่นนี้มิใช่ใบหน้าของมุสลิม
ท่านร่อซูล กล่าวว่าความอายและการอิมานจะอยู่ด้วยกันเสมอ เมื่ออย่างหนึ่งอย่าง
ไดถูกยกไป(สูญไป)อีกอย่างหนึ่งจะถูกยกตามไปด้วย ##
และท่านร่อซูล กล่าวอีกว่าความอายเป็นส่วนหนึ่งของการอีมาน และการอีมานนั้น
จะทำให้อยู่ในสวรรค์ความหยาบช้าเป็นส่วนหนึ่งของความแข็งกร้าว และความ
แข็งกร้าวนั้น(จะทำให้อยู่ในนรก)
## 4 ตา ##
ตาของมุสลิม ลืมขึ้นมาก็เพื่อจะดูสิ่งที่ดๆ และจะปิดลงเมื่อเห็นสิ่งชั่วร้าย ตามุสลิมมิใช่
ตาที่ลืมอยู่เสมอหรือปิดอยู่เสมอ ส่วนตาของผู้ที่มิใช่มุสลิมนั้นจะลืมตาดูแต่ความชั่ว
จะปิดลงเมื่อพบเห็นความดีและจะไม่ลืมขึ้นเด็ดขาดตราบไดที่ความดียังอยู่เบื้องหน้า
ตาที่คอยจ้องแต่ความไม่ดี ตาดังกล่าวไม่ใช่ตาของมุสลิมอย่างแน่นอน
อัลลอฮฺทรงตรัสว่า
จงกล่าวเถิด(มุฮัมมัด)แก่บรรดามุอฺมินว่า ให้พวกเขาลดสายตาของพวกเขาลงต่ำ ##
ท่านรอซูล กล่าวว่า
พวกเจ้าทั้งหลายอย่านั่งบนทางผ่าน พวกเขากล่าวว่า โอ้ท่านร่อซูลลุลลอฮฺ พวกเรา
จำต้องนั่งคุยกัน ท่านรอซูลกล่าวว่า หากพวกเจ้าไม่มีทางเลี่ยง ก็จงให้สิทธิแก่ทางนั้น
พวกเขากล่าวว่า อะไรคือสิทธิของทางผ่านเล่า โอ้ท่านรอซูลลุลลอฮฺ ท่านรอซูลจึง
กล่าวว่าคือการลดสายตาลงต่ำ หยุดการทำร้าย ตอบรับสลาม ใช้ให้มีการทำดี
ห้ามมิให้มีการทำสิ่งที่ไม่ดี ##ท่านรอซูล ฯ กล่าวอีกว่าตาทั้งสองทำซินา(ผิดประเวณี)
ได้ ##อาลีกล่าวว่าฉันถามท่านรอซูลลุลลอฮฺ ถึงการเห็นโดยบังเอิญ ท่านรอซูลใช้
ให้ฉันผินหน้าไปทางอื่นเสีย #
## 5 หู ##
การได้ยินของมุสลิมก็เหมือนกับการเห็นของเขาคือ ไม่ฟังในสิ่งที่ไม่สมควร เว้นแต่เขา
จะเห็นว่า การฟังนั้นเป็นสิ่งที่ยังประโยชน์ เพราะการได้ยินเป็นความโปรดปรานของ
อัลลอฮฺที่ให้แก่เขา เขาจะไม่ใช้ความโปรดปรานนั้น ไปในทางฝ่าฝืนต่อพระองค์
แต่เขาจะรับฟังในสิ่งที่เป็นการ ฎออะฮฺ(การภักดีต่อพระองค์) เพื่อเป็นการขอบคุณต่อ
พระองค์จากจุดนี้ ถ้าการรับฟังนั้นเป็นการฟังบทเพลงก็ดี หรือถ้อยคำที่ต่ำช้าก็ดี
การฟังนั้นก็มิใช่การฟังของมุสลิม หรือหูไดที่ชอบฟังแต่ความเท็จ ความโกหก หูดัง
กล่าวก็มิใช่หูของมุสลิมอัลลอฮฺ กล่าวประณามพวกยะฮูดีว่า
พวกเขา ฟังแต่ความเท็จ กินแต่สิ่งโสมม ##ท่านรอซูล กล่าวว่า
ผู้ไดฟังการสนทนาของคนกลุ่มอื่น โดยที่พวกเขาก็ไม่ปรารถนาจะให้เขาได้ยิน ในวัน
กิยามะฮฺตะกั่ว(ที่กำลังละลายอยู่) จะถูกเทลงไปในหูทั้งสองข้างของเขา ##
## ลิ้น ##
การพูดของมุสลิมนั้นต้องดีไม่มีข้อตำหนิ สุภาพไม่เป็นอันตราย คำพูดเป็นสัจจะ
การพูดของเขาเป็นความจริง ลิ้นของเขาจะกล่าวซิกรุลลอฮฺอยู่เสมอ จะสรรเสริญ
พระองค์ขอบคุณพระองค์ต่อสิ่งที่พระองค์ได้ให้ ลิ้นของเขาจะไม่นิ่งเงียบเมื่อได้ยิน
สิ่งไม่ดีหรือเห็นสิ่ไม่งาม ลิ้นของเขาไม่เป็นเช่นคนใบ้ ที่ไม่ยอมตักเตือนกัน
ลิ้นไดที่ไม่พูดความจริง ไม่มีสัจจะ ลิ้นนั้นไม่ใช่ลิ้นของมุสลิม ลิ้นที่ล่วงละเมิดสิทธิ
และศักดิ์ศรีของมุสลิม ล่วงละเมิดข้อหวงห้ามของมวลมุสลิม ลิ้นเช่นนี้มิใช่ลิ้นของ
มุสลิมลิ้นที่เจ้าของไม่ยับยั้งที่จะกล่าวคำต่ำช้า ชอบที่จะพูดในเรื่องปฎิเสธศรัทธา
ลิ้นชนิดนี้มิใช่ลิ้นของมุสลิม ลิ้นที่ชื่นชมสรรเสริญความเลว พูดด้วยความลำพอง
ไม่ชอบพูดความจริงเพื่ออัลลอฮฺ ไม่ยอมสรรเสริญอัลลอฮฺ ลิ้นเช่นนี้มิใช่ลิ้นของมุสลิม
ยามที่การทำดีถูกละเลย เจ้าของลิ้นได้รู้และเห็นแต่ไม่พูดเพื่อส่งเสริมให้มีการทำดี
ไม่เรียกร้องไปสู่ความดี ลิ้นดังกล่าวก็ไม่ใช่ลิ้นของมุสลิม
และยามใดที่การห้ามการทำชั่วถูกละเลย เจ้าของลิ้นได้รู้เห็น แต่กลับไม่ว่ากล่าว
ตักเตือนทั้งที่สามารถจะว่ากล่าวตักเตือนได้ แกล้งทำเป็นใบ้ ไม่ยอมพูดคำไดๆ
ออกมาเพื่อเป็นการแก้ไข ไม่มีอาการไดๆแสดงออกมาพอที่จะบอกถึงความไม่พอ
ใจต่อสิ่งดังกล่าวลิ้นเช่นนี้มิใช่ลิ้นของมุสลิม
อัลลอฮฺ กล่าวว่า
ผู้หนึ่งผู้ไดจากพวกเจ้าอย่าได้นินทากัน ผู้หนึ่งจากพวกเจ้ารักที่จะกินเนื้อของพี่น้อง
ของเขาที่ตายแล้วกระนั้นหรือ ซึ่งพวกเจ้าก็เกลียดมัน ##
ท่านรอซูล ยังกล่าวอีกว่า
ผู้ไดเห็นความไม่ดีก็จงแก้ไขด้วยมือของเขา ถ้าไม่สามารถก็จงแก้ไขด้วยลิ้นของเขา
และถ้ายังไม่สามารถก็ด้วยหัวใจของเขาแหละนั้นเป็นการอีมานที่ต่ำสุด
 
 
zunman [110.168.67.xxx] เมื่อ 11/09/2013 11:13
2
อ้างอิง
## 7 มือ ##
มือของมุสลิมนั้นเป็นส่วนที่แสดงออกถึงกำลังและความสามารถ เขาใช้มือหรือ
พลังความสามารถของเขาเพื่อสร้างสรรค์คุณงามความดี และที่ยังประโยชน์กับ
เพื่อนมนุษย์เขาจะยับยั้งมือไม่ไปทำร้ายผู้ได จะใช้มันไปในทางภักดีต่ออัลลอฮฺ
จะต่อสู้กับศัตรูของอัลลอฮฺ
แล้วจะขจัดภยันตรายให้ออกห่างจากบ่าวของ อัลลอฮฺ จะแก้ไขสิ่งผิด จะเชิดชู
คุณธรรมด้วยมือของเขาเหตุนี้มือที่ไม่ยังประโยชน์ให้แก่มวลมนุษย์ ไม่แก้ไข
สภาพของมวลมนุษย์ แต่กลับใช้ไปในทางทำร้าย
ประกอบชั่ว สร้างความไม่ดีงาม ก่อให้เกิดความเสียหาย มือเช่นนี้มิใช่มือของ
มุสลิมมือใดที่ยังยืนมาทำร้ายมุสลิม ทำอันตรายต่อคนที่อัลลอฮฺรัก มือเช่นนี้มิใช่
มือของมุสลิมมือใดที่ยังยื้อแย้งทรัพย์ของผู้อื่นโดยอธรรม หรือลักขโมย หรือสร้าง
ความเสียหายแก่ทรัพย์สิน
เงินทองของผู้อื่นโดยมิชอบธรรม มือเช่นนี้มิใช่มือของมุสลิม
ท่านรอซูล กล่าวว่า
มุสลิมนั้น คือมวลมุสลิมอื่นได้รับความปลอดภัย จากลิ้นและมือของเขา ##
และท่านยังได้กล่างอีกว่า
ผู้ไดยึดเอาแผ่นดินเพียงน้อยนิด (มาครอบครอง) โดยที่มิใช่เป็นสิทธิของเขา
ในวันกิยามะฮฺ เขาจะถูกสูบลงสู่เจ็ดชั้นแผ่นดิน
## 8ท้อง ##
ท้องของมุสลิมนั้นเป็นเพียงสื่อที่จะนำอาหารไปเลี้ยงร่างกาย มันจะรักษากำลังทาง
ร่างกายซึ่งเป็นกำลังที่จะส่งผลให้มีการเคลื่อนไหว และทำงานเพื่อยืนหยัดปฎิบัติใน
สิ่งที่เป็นหน้าที่ของบ่าวต่อ อัลลอฮฺ โดยการภักดีต่อพระองค์ ปฎิบัติตามบมบัญญัติ
ของพระองค์และอยู่ในขอบเขตที่พระองค์ทรงกำหนดไว้
ท้องของมุสลิมมีมาเพื่อกินๆดื่มๆอย่างมากมายก็หาไม่ หากแต่กิน ดื่ม ก็เพื่อจะมี
กำลังสามารถปฎิบัติการภักดีต่อ อัลลอฮฺ ซึ่งเป็นเป้าหมายที่พระองค์ได้สร้างมา
อัลลอฮฺทรงตรัสว่า
และฉันมิได้สร้างญินและมนุษย์มา (เพื่ออื่นได ) เว้นแต่ให้ภักดีต่อฉันเท่านั้น ##
ด้วยเหตุนี้มุสลิมจึงไม่กินสิ่งต้องห้าม ไม่ดื่มสิ่งดังกล่าว เพราะเขากิน เขาดื่ม
ก็เพื่อได้มาซึ่งกำลังงาน เพื่อสามารถทำการภักดีต่ออัลลอฮฺ และทำในสิ่งที่พระองค์
พึงพอใจเหตุนี้ ท้องที่เจ้าของกินและดื่มเข้าไปเพราะความอยาก จึงมิใช่ท้องของ
มุสลิมท้องที่สร้างสมพลังงานไปเพื่อทรยศฝ่าฝืนต่อ อัลลอฮฺ จึงมิใช่ท้องของมุสลิม
และท้องที่เจ้าของได้กินสิ่งที่ไม่ห้ามและสิ่งที่ต้องห้าม สิ่งที่ดีและไม่ดีปะปนกันไป
เป็นท้องที่ไม่รู้จักอิ่ม ถึงแม้จะกินทุกสิ่งทุกอย่างทั้งโลกนี้เข้าไป
ท้องเช่นนี้จึงมิใช่ท้องของมุสลิม
ท่านรอซูล กล่าวอีกว่ามุอฺมิน จะดื่มเพียงกระเพาะเดียว และกาฟิรจะดื่มเจ็ดกระเพาะ
## 9 อวัยวะเพศ ##
ความต้องการทางเพศของมุสลิมนั้น เหมือนความต้องการทางท้องของมุสลิม มันเป็น
เสมือนสื่อไปสู่สิ่งอื่นเท่านั้น ตัวมันเองมิใช่วัตถุประสงค์หรือเป้าหมาย
มุสลิมรู้ดีว่าเบื้องหลังของความต้องการทางธรรมชาตินั้นมีเป้าหมาย เขาจะไม่ทำ
เหมือนดังพวกเบาปัญญาหรือพวกมัวเมาในกามารมณ์ แต่เขาจะกระทำอย่างผู้รู้ถึงผล
และทราบถึง
เป้าหมายสิ่งที่เขากระทำขึ้น ซึ่งหมายถึงการปกป้องตัวเอง ปกป้องคู่ครอง
รักษาไว้ซึ่งความสัมพันธ์ของการครองคู่ ให้มั่นคงอยู่บนความรักความสงสารที่ยืนนาน
ซึ่งเป้าหมายที่อยู่เบื้องหลังของการรักษาไว้ซึ่งเผ่าพันธุ์ของมนุษย์
จากจุดนี้มุสลิมจึงไม่ฟุ่มเฟือยในเรื่องกามารมณ์ เขาจะไม่ประกอบกาม เว้นแต่ในทาง
ที่อนุมัติไม่ว่าหญิงนั้นจะเป็นไทหรือทาสที่ศรัทธาแล้วและอยู่ในกรรมสิทธิ์ของเขาก็ตาม
อวัยวะเพศไดที่เจ้าของไม่ใส่ใจในเป้าหมายที่ได้กล่าวไปแล้ว มุ่งหมายแต่เรื่องกาม
อย่างเดียว อวัยวะเพศนั้นก็มิใช่อวัยวะเพศของมุสลิม
อวัยวะเพศที่เจ้าของมุ่งใช้อย่างไม่มีขอบเขตเยี่ยงสัตว์ ไม่สนใจว่าจะฮะลาลหรือฮะรอม
(ที่อนุมัติหรือต้องห้าม) อวัยวะเพศประเภทนี้มิใช่ของมุสลิม
อัลลอฮฺตรัสว่า
และบรรดาผู้ซึ่งสงวนไว้ซึ่งอวัยวะเพศของพวกเขา
เว้นแต่ภรรยาของพวกเขา หรือที่พวกเขาถึอกรรมสิทธิ์อยู่
ท่านรอซูล กล่าวว่า
นอกจากการตั้งภาคี(ต่อ อัลลอฮฺ) แล้วก็ไม่มีบาปไดจะใหญ่ไปกว่าหยดหนึ่ง(จากอสุจิ)
ที่ผู้หนึ่งนำไปใส่ไว้ในมดลูกของผู้ที่ไม่เป็นที่อนุมัติแก่เขา ##
เช่นการผสมเทียม เป็นต้น
## 10 เท้า ##
มุสลิมจะไม่เดิน เว้นแต่ในทางของ อัลลอฮฺเท่านั้น เขาจะไม่ก้าวไป เว้นแต่ความ
พึงพอใจของพระองค์ เขาจะไม่มุ่งไป เว้นแต่ไปสู่ความดี
เท้าของมุสลิมนั้น จะเดินไปสู่ความดีงาม ไปสู่การสร้างสรรค์ เท้าของมุสลิมจะก้าว
ไปแต่ละก้าว ไปสู่ความสูงส่ง เท้าของมุสลิมรีบเร่งไปสู่คุณงามความดี
ดังนั้น เท้าไดที่ไม่เคยก้าวไปในหนทางของ อัลลอฮฺ ไม่เคยก้าวไปสู่ความพึงพอใจ
ของพระองค์เท้านั้นก็มิใช่เท้าของมุสลิม
เท้าไดที่ยำไปในยามเช้าหรือยามค่ำ ย่ำไปสู่ความชั่ว ความเลวร้าย ความเสื่อมเสีย
เท้าเช่นนี้ก็มิใช่เท้าของมุสลิม อัลลอฮฺ ตรัสไว้ว่า
โอ้บรรดาผู้ศรัทธา พวกเจ้าอย่าได้ตามรอยเท้าของซัยฎอน (มารร้าย) และผู้ไดตาม
รอยเท้าของซัยฎอน มันจะใช้ให้เขาทำความต่ำช้าและสิ่งพึงรังเกียจ
มีรายงานว่าท่าน รอซูล กล่าวว่า
ผู้ไดเดินกับคนอธรรมเพื่อสนับสนุนเขา ทั้งๆที่รู้ว่าเขาเป็นคนอธรรม ผู้นั้นได้ออกจาก
อิสลามแล้ว อีกรายงานหนึ่งว่า
ผู้ไดเดินกับคนอธรรม ผู้นั้นได้ก่ออาชญากรรมแล้ว #
มุสลิมที่เราได้วาดภาพแต่ต้นนั้นก็คือ มุสลิมที่ อัลลอฮฺ ได้กล่าวไว้ในหะดีษกุดซี ดังนี้
(หะดีษกุดซีนั้นคือ หะดีษที่ท่าน นบีบอกว่า อัลลอฮฺตรัสว่า แต่มิได้หมายถึง อัลกุรอาน)
# ผู้ไดทำร้ายวะลี (ผู้ไกล้ชิด) ของฉัน แท้จริงฉันได้ประกาศสงครามต่อเขา
ไม่มีสิ่งไดที่บ่าวทำเพื่อแสดงความไกล้ชิดต่อฉัน เป็นที่รักยิ่งต่อฉัน มากไปกว่าสิ่งที่ฉัน
ได้กำหนดให้แก่เขา และตราบไดที่บ่าวยังแสวงหาความไกล้ชิดต่อฉันด้วยการทำ
นะวาฟิล(1) จนฉันรักเขา เมื่อฉันรักเขาแล้วฉันคือหูของเขาที่เขาได้ยิน
คือตาของเขาที่เขาได้เห็น คือมือของเขาที่เขาใช้จับ คือเท้าของเขาที่เขาใช้เดิน
หากเขาขอต่อฉัน แน่นอนฉันจะให้เขา
และถ้าเขาขอความคุ้มครองต่อฉันแน่นอนฉันจะให้ความคุ้มครองแก่เขา #
1) นะวาฟิล เป็นพหูพจน์ของคำว่า นาฟีละฮฺ ความเดิมหมายถึง การเพิ่มเติมซึ่งนอก
เหนือจากความจำเป็น ภาระหน้าที่ หรือเกณฑ์บังคับในที่นี้หมายถึง ซุนนะฮฺต่างๆ
ที่ศาสนามิได้บังคับให้กระทำ แต่เชิญชวนให้กระทำ เช่น การละหมาดกลางคืนยามดึก
การถือศิลอดในเดือนอื่นจากรอมฎอน เป็นต้น)

 
 
zunman [110.168.67.xxx] เมื่อ 11/09/2013 11:14
3
อ้างอิง
## 11 ภาพของมุสลิม ##
ภาพของมุสลิมนั้นเด่นชัดเน้นให้เห็นบุคลิกของตัวเองอย่างสมบูรณ์ ซึ่งจะต่างไปจาก
บุคลิกของผู้อื่นที่มิใช่มุสลิม จากจุดนี้ชี้ให้เห็นว่า อิสลามมิได้ละเลย ในเรื่องของภาพ
ที่ปรากฎมิได้ปล่อยปละละเลย ดั่งที่ผู้ด้อยความรู้ในเรื่องอิสลามเข้าใจ
จริงอยู่อิสลามให้ความสำคัญกับ ภาวะภายใน มากกว่าสิ่งที่ปรากฎภายนอก
แต่นั่นมิได้หมายความว่า อิสลามไม่สนใจปรากฎการณ์ภายนอกแต่อย่างได
และต่อไปนี้ก็คือภาวะภายนอกสามประการ ที่อิสลามให้ความสำคัญ
และทำให้มันเป็นบุคลิคของมุสลิมโดยเฉพาะ ได้แก่
ก. ผม หากว่าผมยังอยู่บนศีรษะ มุสลิมทุกคนถูกใช้ให้มีการให้เกียรติแก่ผมของตัวเอง
โดยการใส่น้ำมันหรือเครื่องหอม หรือหวีให้เรียบร้อยจนดูดีและเหมาะสม
ท่านรอซูล กล่าวว่า
พวกเจ้าทั้งหลาย จง (ทำตัว) ให้ต่างจากพวกมุชรีกีน ด้วยการโกนหนวดและไว้เครา#
มีอีกรายงานหนึ่งกล่าวว่าอัลลอฮฺทรงประณามบรรดาชายที่ทำตัวเหมือนหญิง#
ส่วนเรื่องของหนวดนั้น มีคำสั่งให้โกนหรือตัดให้สั้นก็ได้
ท่านรอซูล ฯสอนว่าพวกเจ้าทั้งหลายจงตัดหนวดให้สั้น และจงเลี้ยงเครา
## การแต่งกาย ##
ประการที่หนึ่ง การแต่งกายเป็นการแยกระหว่างหญิงและชาย คือห้ามมิให้
ชายแต่งกายด้วยเครื่องแต่งกายของหญิง และห้ามหญิงแต่งกายด้วยเครื่องแต่ง
กายของชาย ท่านนะบี กล่าวว่า
อัลลอฮฺทรงประณามชายที่สวมใส่เครื่องแต่งกายหญิงและประณามหญิงที่สวมใส่
เครื่องแต่งกายชาย #
การห้ามดังกล่าว ก็เพื่อรักษาบุคลิกแห่งความเป็นชาย และความเข้มแข็ง
เพื่อให้ชายทำหน้าที่ผู้นำ และปกป้องหญิงได้สมบูรณ์
ประการที่สอง ห้ามมิให้สุรุ่ยสุร่าย คือส่วนที่เกินความจำเป็น
และปล่อยให้ผ้าเลยตาตุ่มลงไปเป็นสิ่งน่ารังเกียจ
ท่านรอซูล กล่าวว่า
ผู้ไดที่สวมใส่เครื่องแต่งกายที่ ชุฮฺเราะฮฺ(1) อัลลอฮฺจะให้เขาสวมใส่เครื่องแต่งกาย
อันต่ำต้อยในวันกิยามะฮฺ
(1) ตามภาษาหมายถึง โดดเด่นเป็นที่กล่าวถึง ซึ่งอาจหมายถึง เครื่องแต่งกายที่
ทันสมัยนำสมัย ล้ำสมัย คำว่า ชุฮฺเราะฮฺ ท่านอิบนุรอชลาน กล่าวว่า หากการสวมใส่
เป็นเพื่ออวดเครื่องแต่งกายนั้นต่อผู้คน มันก็ไม่ต่างอะไรกันระหว่างเสื้อผ้าดีๆ หรือเลวๆ
ข้อห้ามนั้นไม่เฉพาะว่าตามสมัยหรือนำสมัย แต่ข้อห้ามนั้น ขึ้นอยู่กับความอวดเด่น
(คือให้ผู้อื่นเห็นว่าเด่น) ที่พิจารณานั้นคือความต้องการถึงไม่มีตรงกับความเป็นจริงก็ตาม
จากหนังสือฮิญาบุลมัรอะฮฺ อัลมุสลีมะฮฺ หน้า11
ประการที่สี่ กำหนดให้เครื่องแต่งกายของผู้หญิงนั้น ต้องยาวคลุ่มสิ่งพึงสงวนทุกอย่าง
ยกเว้นในหน้าและฝ่ามือ อันนี้เฉพาะใบหน้าของนางหรือระหว่างมะฮฺเร็ม
(ผู้ที่ห้ามแต่งงานกับนาง)ของนาง เมื่อนางออกนอกบ้านหรือพูดคุยกับผู้อื่น
ที่มิใช่มะฮฺเร็มของนาง ต้องคลุมผ้าปิดใบหน้าที่สวยงามและเครื่องประดับของนาง(1)
(1) การปิดใบหน้าของสตรี เรื่องของการคลุมหิญาบนั้น อุละมาอฺมีความเห็น
ต่างกันเป็นหลายความเห็น
ความเห็นแรก. ต้องคลุมผ้า ไม่ว่าจะเป็นภรรยาของท่านของท่านรอซูลหรือคนอื่นก็ตาม
โดยถือว่าใบหน้านั้นเป็นเอาเราะฮฺ คืออวัยวะต้องปกปิด
ความเห็นที่สอง . ใบหน้านั้นมิได้เป็นเอาเราะฮฺ และไม่จำเป็นต้องปิด
แต่ถ้าปิดได้ก็เป็นการดีเพื่อเป็นการป้องกันความไม่ดีงาม
อัลลอฮฺ ตรัสว่า
เหล่านางทั้งหลายจงคลุมผ้าเหนือต้นคอของนาง และอย่าได้เผยซีนะฮฺ(1)ของนาง
เว้นแต่แก่เหล่าสามีของนาง(ทั้งหลาย) ##
(1) คำว่าซีนะฮฺ หมายถึง เครื่องประดับหรือความงามของเรือนร่าง
ประการที่ห้า# ห้ามชายสวมเครื่องแต่งกายที่เป็นผ้าไหม และสวมแหวนทองคำ
สิ่งทั้งสองอนุญาตให้แก่สตรีเพศเท่านั้น
ท่านรอซูล ได้กล่าวโดยที่ท่านถือผ้าไหมและทองคำไว้ในมือทั้งสองว่า
สองสิ่งนี้เป็นที่ต้องห้ามแก่ชายในประชาชาติของฉัน
แต่เป็นที่อนุมัติแก่บรรดาหญิงความสะอาด อิสลามใช้ให้มุสลิมทำความสะอาด
โดยบัญญัติให้มีการทำวุฎูอเพื่อประฎิบัติละหมาดบังคับให้ชำระล้างอาบน้ำเมื่อมี
ญะนาบะฮฺ ใช้ให้มีการอาบน้ำชำระล้างทุกๆวันศุกร์ วันศุกร์ส่งเสริมให้ใช้เครื่องหอม
สวมเสื้อผ้าที่สะอาดและส่งเสริมให้ใช้สีขาวเพื่อให้มุสลิมมีความสะอาดอย่างสมบูรณ์
นั่นเองคัดจากหนังสือ มุสลิมที่แท้จริง
เรียบเรียงโดย เชคอบูบักรฺ อัลญะซาอิรีแปลโดย อาจารย์ อิสหาก พงษ์มณี
พฤษภาคม 2532
* ญะซากุมุ้ลลอฮฺคอยรอน
อินชาอัลลอฮฺ จะได้เริ่มพิมพ์จากหนังสือเล่มต่อไป
การทำอิบาดะฮฺที่ประเสริฐยิ่งอย่างหนึ่งก็คือ การให้เอกภาพต่อ อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา
เพราะพระองค์คือพระผู้ทรงสร้างมนุษย์และสรรสิ่งทั้งมวลมา เพื่อให้เคารพภักดีต่อพระองค์
แต่เพียงผู้เดียว ไม่นำเอาสิ่งอื่นมาเสมอด้วยพระองค์ในการเคารพภักดี
จึงเห็นได้ว่า เป้าหมายในการประทานคัมภีร์ต่างๆมา หรือส่งบรรดารอซูลมาเผยแผ่นั้น
ก็เพื่อให้ความสำคัญต่อการให้เอกภาพนี้ พระองค์ได้ตรัสไว้ในซูเราะฮฺ อัลนะฮฺลิ อายะที่36ว่า
##และแท้จริงเราได้แต่งตั้งให้มีศาสนทูตมาในแต่ละประชาชาติ
เพื่อให้เขาเหล่านั้นเคารพกราบไหว้อัลลอฮฺ
และปลีกตัวออกห่างไกลจากบรรดาสิ่งกราบไหว้อื่นๆ ##
ส่วนผู้ที่ให้เอกภาพในการเคารพพระองค์นั้น เขาจะได้รับความสุขในสวนสวรรค์อย่างแน่นอน
เป็นหน้าที่ ที่พระองค์ อัลลอฮฺจะทรงตอบแทนให้แก่เขา ถึงแม้ว่าจะมีโทษอื่นอยู่บ้างก็ตาม
อัลลอฮฺได้ตรัสว่า
แท้จริงอัลลอฮฺ จะไม่ทรงอภัยโทษให้แก่ผู้ตั้งภาคีต่อพระองค์
แต่จะทรงอภัยโทษบาปอื่นจากนี้ให้แก่ผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์
(ซูเราะฮฺอันนิซาอฺ อายะที่ 48)
และแน่นอนอีกเช่นเดียวกัน ผู้ที่ตั้งภาคีต่อพระองค์นั้นเขาจะต้องได้รับการ
ทรมานในไฟนรกตลอดไป ถึงแม้ว่าเขาจะมีผลบุญจากการงานที่ดีอยู่มากก็ตาม
อัลลอฮฺทรงตรัสว่า
และเราได้กลับมาดูงานอย่างหนึ่งที่เขาทั้งหลายได้กระทำไว้
ดังนั้น เราได้บันดาลให้มันเป็นฝุ่นที่ลอยไปในอากาศ
(ซูเราะฮฺอัลฟุรกอน อายะฮฺที่23)
ส่วนผู้ที่ให้เอกภาพในการเคารพพระองค์นั้น เขาจะได้รับความสุขในสวนสวรรค์อย่างแน่นอน
เป็นหน้าที่ ที่พระองค์ อัลลอฮฺจะทรงตอบแทนให้แก่เขา ถึงแม้ว่าจะมีโทษอื่นอยู่บ้างก็ตาม
อัลลอฮฺได้ตรัสว่า
แท้จริงอัลลอฮฺ จะไม่ทรงอภัยโทษให้แก่ผู้ตั้งภาคีต่อพระองค์
แต่จะทรงอภัยโทษบาปอื่นจากนี้ให้แก่ผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์
(ซูเราะฮฺอันนิซาอฺ อายะที่ 48)
และแน่นอนอีกเช่นเดียวกัน ผู้ที่ตั้งภาคีต่อพระองค์นั้นเขาจะต้องได้รับการ
ทรมานในไฟนรกตลอดไป ถึงแม้ว่าเขาจะมีผลบุญจากการงานที่ดีอยู่มากก็ตาม
อัลลอฮฺทรงตรัสว่า
และเราได้กลับมาดูงานอย่างหนึ่งที่เขาทั้งหลายได้กระทำไว้
ดังนั้น เราได้บันดาลให้มันเป็นฝุ่นที่ลอยไปในอากาศ
(ซูเราะฮฺอัลฟุรกอน อายะฮฺที่23)
ทำอะไรบ้างที่ถือว่าเป็นการตั้งภาคีต่อ อัลลอฮฺ
อุละมาอฺ ได้ให้คำจำกัดความไว้ว่า
# ใครที่เชื่อว่า สิ่งหนึ่งสิ่งได สามารถให้คุณหรือให้โทษแก่เขาได้
นอกจาก พระองค์ อัลลอฮฺ เขาได้ตั้งภาคีแล้ว #
มีการกระทำหลายอย่างหลายประการด้วยกันที่เมื่อได้ทำลงไปแล้ว
ถือว่าเป็นการตั้งภาคีต่อ อัลลอฮฺ ซึ่งบางครั้งอาจเกิดขึ้นจากการเขลาไป
หรือไม่ก็หลงลืมไป ดังนั้น จึงต้องระมัดระวังกันเป็นพิเศษ และจะต้องปลีกตัวออกจาก
การที่จะตกไปในสิ่งนั้น ท่านจะได้รอดพ้นจากผู้ที่พระองค์
ได้ตรัสไว้ในอัลกุรอาน ว่า
แท้จริงผู้ที่ตั้งภาคีต่ออัลลอฮฺนั้น อัลลอฮฺได้ทรงห้ามเขาจากสวรรค์
และที่พำนักของเขาคือนรก
(ซูเราะฮฺอัลมาอิดะฮฺ อายะที่72)
สิ่งต่างๆที่จะทำให้เราและท่านต่างตกเป็นผู้ตั้งภาคีต่อ อัลลอฮฺ มีดังต่อไปนี้
1 การไปหาสุสานของบรรดาคนซอและหฺ (คนที่มีคุณธรรมมาก)
เพื่อแสวงหาประโยชน์หรือเพื่อขอความคุ้มครอง ซึ่งการขอความคุ้มครองนั้น
ก็ให้ขอจากพระองค์ อัลลอฮฺแต่เพียงพระองค์เดียวเท่านั้น
อัลลอฮฺทรงตรัสว่า
และเจ้าอย่าได้ขอกับสิ่งอื่นนอกจากอัลลอฮฺ
สิ่งซึ่งมิอาจให้ประโยชน์และโทษได้ หากเจ้ากระทำเช่นนั้น
เจ้าก็เป็นผู้หนึ่งจากบรรดาผู้อธรรม (ซูเราะฮฺยูนุส อายะฮฺที่106)
2 การให้ความสำคัญต่อผู้หนึ่งผู้ไดจนไม่รู้ดีรู้ชั่ว
ท่านรอซูล กล่าวว่า
จะไม่มีการเชื่อฟังผู้ที่ถูกสร้าง ในสิ่งที่เป็นการฝ่าฝืนต่อผู้สร้าง
3 การเชื่อในสิ่งที่โหรหรือหมอดูทำนายทายทักเอาไว้ เพราะการทำนายในสิ่งที่
ยังมองไม่เห็นนั้น พระผู้เป็นเจ้าเท่านั้นที่จะทรงล่วงรู้ได้ มนุษย์ทั่วไปมิอาจรู้ล่วงหน้าได้
มีรายงานหะดีษที่เชื่อถึอได้จาก
ท่านรอซูล กล่าว ว่า
บุคคลไดไปหาหมอดูหรือหมอเวทมนต์ แล้วเชื่อในสิ่งที่เขาบอก
ก็เท่ากับเขาได้ปฎิเสธต่อสิ่งที่ถูกประทานมาให้ท่าน นบีมุฮัมมัด (หมายถึงอัลกุรอาน)
(บันทึกโดยอะฮฺหมัดและอัลฮากิม)
4 รักสิ่งอื่นมากกว่ารักอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮุวะตะอาลา
อัลลอฮฺตรัสว่า
และในหมู่มนุษย์นั้น มีผู้ที่ยึดถือบรรดาภาคี(ที่ถูกเคารพนับถึอเทียบอัลลอฮฺ)
อื่นจากอัลลอฮฺ ซึ่งพวกเขารักภาคีเหล่านั้นเช่นเดียวกับรักอัลลอฮฺ
แต่บรรดาผู้ศรัทธานั้นเป็นผู้ที่รักอัลลอฮฺมากยิ่งกว่า
(ซูเราะฮฺ อัลบะเกาะเราะฮฺ อายะฮฺที่ 106)
จึงเห็นได้ว่า ผู้ที่รักเทิดทูนบุคคลหรือสิ่งไดก็ตามมากกว่าความรักที่มีต่อ อัลลอฮฺ
การกระทำเช่นนี้ถือว่าเป็นการตั้งภาคีเช่นกัน
5 การที่มุสลิมบางคนนำสิ่งหนึ่งมาผูกที่ข้อมือหรือแขวนไว้ที่คอ
โดยยึดถือว่าสิ่งนั้นจะห้ามมิให้ตัวของเขาเป็นคนไม่ดีหรือจะนำสิ่งที่ดีมาให้
หรือสามารถปกป้องสิ่งที่เลวร้ายต่างๆได้ การเชื่อเช่นนี้ก็ถือว่าเป็นการตั้งภาคี
อีกชนิดหนึ่งเช่นกัน
ท่านรอซูล สอนว่า
ใครสาบานอื่นจากอัลลอฮฺ ดังนั้นเขาได้ตั้งภาคีแล้ว (บันทึกโดยอะฮฺหมัด)
นอกจากนั้น ท่านนบี ฯ ยังได้กล่าวอีกว่า
ท่านทั้งหลายอย่าสาบานต่อบิดามารดา สาบานต่อบรรดาภาคีต่างๆ
และอย่าสาบานอื่นจากอัลลอฮฺ และอย่าสาบานนอกเสียจาก
ว่าท่านสัจจริงเท่านั้น (บันทึกโดยอะบูดาวูดและอันนะซาอี)
7 การทำอิบาดะฮฺต่างๆด้วยความโอ้อวดเช่น
ทำละหมาดอย่างดีเพื่อให้คนอื่นชื่นชมเป็นต้น
ท่านรอซูล กล่าวว่าใครที่ต้องการชื่อเสียง อัลลอฮฺจะทรงให้เขามีชื่อเสียง
และใครที่โอ้อวด อัลลอฮฺจะทรงให้เขาเป็นคนโอ้อวด(บันทึกโดยมุสลิม)
##แบบฉบับของท่านร่อซูลนั้นเหมือนกับอัลกุรอาน##
ในการวางข้อบังคับต่างๆของศาสนา
บทบัญญัติของอิสลามนั้น ได้วางข้อบังคับต่างๆให้ผู้ที่เป็นมุสลิมทุกคนต้องปฎิบัติ
ตามความแตกต่างกับ ดังนี้
1 อัลวุญูบ หรือที่เรียกว่า วาญิบ คือ เมื่อบุคคลไดไม่ยอมปฎิบัติสิ่งนั้น
จะได้รับการลงโทษเป็นผลตอบแทน เช่น อัลลอฮฺทรงใช้ว่า
เจ้าทั้งหลายจงดำรงละหมาดและจงออกซะกาต (ทานบังคับ)
คำสั่งที่ใช้นี้ หากปฎิบัติตามจะได้ผลบุญ และหากละทิ้งก็จะถูกลงโทษ
คำสั่งของท่านรอซูลก็มีผล เช่นเดียวกันท่านรอซูล ใช้ว่า
จงให้การรุกัวะอฺและสุญูดสมบูรณ์แบบ(บันทึกโดยอัลบุคอรียฺ มุสลิม อะฮฺหมัด อันนะซาอี)
หากไม่ปฎิบัติตาม ก็ถือว่าทำให้ขาดความสมบูรณ์ลงไป
4 อัลกะรอฮะฮฺ หรือ มักรูฮฺ คือผู้ที่ละทิ้งสิ่งที่ระบุไว้ในตัวบทจะได้รับผลบุญ
แต่ถ้าไม่ทิ้งก็จะได้รับโทษตอบแทนเช่น คำกล่าวของท่านรอซูล ที่ว่า
สัตว์ตายเองที่อนุมัติให้กินได้มี 2 ชนิด
และเลือดที่กินได้มี 2 ชนิด ดังนี้สัตว์ตายเองที่กินได้คือ ปลาและตั๊กแตน
ส่วนเลือดก็คือ ตับและม้าม
 
 
zunman [110.168.67.xxx] เมื่อ 11/09/2013 16:15
4
อ้างอิง
# การปกปิดร่างกายของมุสลีมะฮฺ #
เงื่อนไขการปกปิด ให้ปกปิดร่างกายทุกส่วนนอกจากที่อนุมัติ
อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ตรัสว่า
(มุฮัมมัด) จงกล่าวแก่บรรดาผู้ศรัทธาหญิงทั้งหลายว่า
ให้นางลดสายตาของนางและรักษาอวัยวะเพศ และต้องไม่เปิดเผย
อาภรณ์ของนางนอกจากที่เปิดเผยได้ และให้คลุมศีรษะด้วยผ้าคลุม
จนลงมาคลุมปิดหน้าอก และนางต้องไม่เผยสิ่งประดับให้ใครเห็น
นอกจากสามีของนาง (ซูเราะฮฺอันนูร อายะฮฺที่31)
ส่วนอีกโองการหนึ่ง พระองค์ทรงกล่าวว่า
โอ้นบี จงบอกแก่ทั้งภรรยาของท่าน ลูกสาวของท่านและภรรยา
ของผู้ศรัทธาทั้งหลายว่าให้สวมเสื้อคลุมปิดตั้งแต่ศีรษะของพวกนางลงมา
(ทั่วร่าง) ให้มิดชิด นั่นเป็นที่ดีที่สุดที่ผู้คนจะรู้จักนาง
และพวกนางก็จะไม่ถูกรังควาน อัลลอฮฺ ทรงอภัยและทรงเมตตายิ่ง
(ซูเราะฮฺอัลอะฮฺซาบ อายะฮฺที่59)
ในโองการแรกนั้น จะเห็นได้ชัดเจนว่า ให้สตรีสวมใส่เสื้อผ้าที่ปกปิดทุกส่วนของร่างกาย
นอกจากส่วนที่เปิดเผยออกมาโดยไม่เจตนา หรือไม่สามารถจะปกปิดได้เท่านั้น
ได้มีการพูดกันอย่างกว้างขวางในส่วนที่โองการดังกล่าวระบุไว้ว่า ให้เปิดเผยได้นั้น
ว่าเป็นส่วนไหน กล่าวกันว่าสิ่งที่ให้เปิดเผยได้ก็คือ เครื่องประดับต่างๆ
ใบหน้าและฝ่ามือ
สำหรับโองการที่สองนั้น ทำให้เราทราบว่า สุภาพสตรีจะต้องสวมเสื้อคลุม
ทับเสื้อผ้าอีกชั้นหนึ่งเมื่อต้องการออกไปนอกบ้าน
ต้องไม่ถือว่าเสื้อผ้าเป็นสิ่งที่จะนำมาอวดกัน
ได้จากโองการที่พระองค์อัลลอฮฺได้ตรัสเอาไว้ มิให้นางเปิดเผยเครื่องแต่งกาย
นอกจากที่เปิดเผยได้ และจากคำกล่าวของ ท่านรอซูล ต่อไปนี้
สามประเภทที่จะไม่ถูกถามถึงเกี่ยวกับพวกเขา
หนึ่งในสามประเภทคือ ผู้หญิงที่สามีไม่อยู่และได้ทิ้งค่าใช้จ่ายไว้
อย่างเพียงพอ แล้วนางก็แต่งเนื้อแต่งตัวเพื่อโอ้อวด(ผู้อื่น)
(ผู้ที่ไม่ถูกถามในที่นี้คือสามี)
บันทึกโดย อะฮฺหมัด และอัลฮากิม
การแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าที่ผู้แต่งจงใจจะอวดผู้อื่นนั้น ย่อมทำให้ต้องตาผู้อื่น
เป็นที่แน่นอนอยู่แล้ว เพราะฉนั้นจะกระทำได้ก็เพื่อสามีเท่านั้น
สิ่งที่สังเกตได้อย่างหนึ่งในสังคมปัจจุบันนี้ก็คือ สุภาพสตรีเมื่ออยู่ในบ้าน
จะไม่สนใจใยดีกับการแต่งกายให้สวยงามเท่าได โดยเห็นว่าเป็นเรื่องที่
ทำไปแล้วไม่มีประโยชน์ แต่จะไปเน้นการแต่งกายเมื่อจะออกนอกบ้าน
ซึ่งถือว่าเป็นการสำคัญผิดอยู่มาก อันที่จริงถ้าจะหวานคิดสักนิดว่า
เมื่อเราต้องการให้ผู้อื่นเห็นความสวยงามของเราสามีของเราก็ต้อง
การเห็นความสวยงามของเราเช่นกัน จึงน่าจะเปรียบเทียบดูว่า
ระหว่างการที่ผู้อื่นว่าเราสวย กับการที่สามีว่าเราสวยนั้น
อย่างไหนคือสิ่งที่เราควรเลือกปฎิบัติ
ไม่ใช้เสื้อผ้าบางๆ
การสวมเสื้อผ้าบางๆแนบเนื้อเห็นส่วนสัตนั้น ก่อให้เกิดความเสียหาย
กับสตรีอย่างมาก ท่านรอซูล สอนว่า
ประชาชาติยุคสุดท้ายของฉัน จะมีบรรดาสตรีที่แต่งกายแบบเปลือย
ผมเหมือนโหนกของอูฐจงสาปแช่งพวกนาง
เพราะนางถูกสาปแช่งอย่างแน่นอน
ท่านอิบนิอับดิลบัร กล่าวว่า สตรีที่ระบุในหะดีษดังกล่าวคือ
สตรีที่สวมเสื้อผ้าเบาบางรัดรูปเห็นส่วนสัต เหมือนไม่ได้สวมใส่อะไรเลย
ได้ชื่อว่าใส่เสื้อผ้า แต่เปลือยกายในความเป็นจริง
เสื้อผ้าจะต้องหลวมไม่รัดรูป
ท่านอุซามะฮฺ อิบนุซัยดฺ กล่าวว่า
ท่านรอซูล กล่าวว่า
หญิงไดก็ตามที่ใส่เครื่องหอม เพื่อผ่านไปที่ใครเขาจะได้ว่าหอม
ถือว่านางทำซินาแล้ว (บันทึกโดยอันนะซาอียฺ อบูดาวูด และอัตติรมีซีย์ )
โดยถึอว่าเป็นหะดีษหะซัน ศ่อฮีฮฺ
อีกรายงานหนึ่งระบุว่า
การที่หญิงผู้หนึ่งออกไปละหมาด แล้วมีกลิ่นหอมจากนางโชยมา
อัลลอฮฺจะไม่ทรงรับการละหมาดของนาง จนกว่าจะไปล้างออกเสียก่อน
เสื้อผ้าจะต้องไม่เหมือนผู้ชาย
อะบูหุร็อยเราะฮฺกล่าวว่า
ท่านรอซูล ได้แช่งผู้ชายที่สวมใส่เสื้อผ้าแบบผู้หญิง
และผู้หญิงที่สวมเสื้อผ้าแบบผู้ชาย
(บันทึกโดยอะฮฺหมัด อะบูดาวูด อิบนุมาญะฮฺ และอัลฮากิม)
อีกหะดีษหนึ่ง ท่านนบี กล่าวว่า
ไม่ถือว่าเป็นประชาชาติของฉัน ผู้ชายที่ทำตัวเป็นผู้หญิง
และผู้หญิงที่ทำตัวเป็นผู้ชาย (บันทึกโดยอะฮฺหมัด)
ต้องไม่ใส่เสื้อผ้าเพื่อเป็นการโอ้อวด
ท่านรอซูล กล่าวว่า
ใครที่ใส่เสื้อผ้าเพื่อชื่อเสียงในโลกนี้ ในโลกหน้าอัลลอฮฺจะทรงให้เขาใส่
เสื้อผ้าอันอัปยศโดยมีไฟแลบเลียอยู่
(บันทึกโดยอะบูดาวูด และอิบนุมาญะฮฺ)


 
 
zunman [110.168.67.xxx] เมื่อ 11/09/2013 16:16
ความคิดเห็นของผู้เข้าชม
รูปประกอบความคิดเห็น :
ชื่อผู้แสดงความคิดเห็น :
สถานะ : รหัสผ่าน :
อีเมล์ :
ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง :
รหัสความปลอดภัย :