AZSUNNAHTHAI  
               AZSUNNAH MADINAH

สถิติ
เปิดเมื่อ3/09/2013
อัพเดท8/09/2017
ผู้เข้าชม10834
แสดงหน้า15270
ปฎิทิน
January 2020
Sun Mon Tue Wed Thu Fri Sat
   
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
31
 




หะดีษเฉพาะท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม

หะดีษเฉพาะท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม
อ้างอิง อ่าน 703 ครั้ง / ตอบ 6 ครั้ง
. . . . ท่านร่อซูลุลลอฮฺ สืบเชื้อสายจากตระกูลที่ดีที่สุด
มีรายงานจากท่านอับดุลมุฎฎอลิบ บิน รอบีอะฮฺ บิน อัลฮัรษฺ บิน อับดิลมุฎฎอลิบ กล่าวว่า
มีชาวอันซ้อร(มุสลิมในมะดีนะฮฺ)กลุ่มหนึ่งได้มาหาท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม
และกล่าวว่า  'แท้จริงเราได้ยินหมูคณะของท่านพูดถึงท่าน  จนกระทั้งพูดว่า' แท้จริงอุปมา
มุฮัมมัด อุปมันดั่งอินทผลัมต้นหนึ่งที่งอกขึ้นมาจากกองขยะ 'หลังจากท่านร่อซูลได้ยินเช่น
นั้น  ท่านจึงกล่าวว่า
' พี่น้องทั้งหลายฉันเป็นใคร? ' บรรดาศอหะบะฮฺกล่าวตอบว่า ' ท่านเป็นร่อซูลของอัลลอฮฺ 'ท่านร่อซูลกล่าวต่อไปอีกว่า ' ฉันคือ มุฮัมมัด บิน อับดิลลาฮฺ บิน อับดิลมุฎฎอลิบ
'ท่านอับดุลมุฎฎอลิบผู้รายงานหะดีษนี้กล่าวว่า ' พวกเราไม่เคยได้ยินท่านร่อซูลเอ่ยถึง
เชื้อสายของท่านก่อนหน้านี้เลย '
ท่านร่อซูลยังกล่าวอีกว่า  ' แต่ทว่าอัลลอฮฺ อัซซะวะญัลละ ทรงสร้างบ่าวของพระองค์
และพระองค์ทรงให้ฉันเป็นคนที่ดีที่สุดในบรรดาบ่าวของพระองค์
โดยที่พระองค์ทรงแยกบ่าวของพระองค์ออกเป็นสองกลุ่ม
และพระองค์ทรงให้ฉันเป็นคนที่ดีที่สุดจากทั้งสองกลุ่มนั้น  แล้วพระองค์ทรงให้บ่าวของ
พระองค์กระจายออกเป็นก๊กเป็นเหล่า  และทรงให้ฉันมาจากก๊กจากเหล่าที่ดีที่สุด 
แล้วพระองค์ทรงให้บ่าวของพระองค์กระจายออกเป็นตระกูล  และทรงให้ฉันมาจาก
ตระกูลที่ดีที่สุด
ฉันเป็นผู้ที่สืบเชื้อสายมาจากตระกูลที่ดีที่สุดในหมู่พวกท่าน  และฉันเป็นคนที่ดีที่สุด
ในหมู่พวกท่าน ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม '
บันทึกโดย อัลฮัยซะมีย์ในหนังสือ ' อัลมัจญ์มะอฺ  ท่านอิมามอะหฺมัด บันทึกหะดีษนี้ไว้
ในมุสนัดของท่าน  และกล่าวว่า  ผู้รายงานหะดีษนี้เป็นผู้ที่อยู่ในสายสืบหะดีษของท่าน
บุคอรีย์และมุสลิม
. . .  อัลลอฮฺ ทรงคัดเลือกท่านร่อซูล มาจากตระกูลฮาชิม
มีรายงานจากท่านวาซิละฮฺ บิน อัลอัสก็ออฺ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ  กล่าวว่า
ท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  กล่าวว่า
' ' แท้จริงอัลลอฮฺทรงคัดเลือกเผ่ากินานะฮฺ  จากเชื้อสายของท่านนบีอิสมาอีล
และทรงเลือกเผ่ากุเรช  จากเชื้อสายของกินานะฮฺ  และทรงคัดเลือกตระกูล
ฮาชิมจากเผ่ากุเรช  และทรงคัดเลือกฉันจากตระกูลฮาชิม ' '
บันทึกโดยอิมามมุสลิมในบทที่ว่าด้วยความประเสริฐ
และอัตติรฺมิซีย์บันทึกไว้ในหนังสือ ' อัลมะนากิบ ' ในบทที่ว่าด้วยคุณธรรม
หะดีษทั้งสอง  กล่าวถึงเชื้อสายของท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม
ซึ่งเป็นการยืนยันว่าท่านนบีสืบมาจากเชื้อสายที่ดีเลิศ  และมิใช่เพียงแต่จาก
เชื้อสายอาหรับเท่านั้น  หากแต่ยังเป็นเชื้อสายที่ประเสริฐที่สุดในหมู่มนุษย์ชาติอีกด้วย
การที่ท่านนบีมีเชื้อสายที่ดีเลิศเช่นนี้ก็เพราะอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา
ทรงกำหนดให้ท่านเป็นนบี  และเป็นร่อซูล  มาตั้งแต่แรกแล้ว  กล่าวคือ
ก่อนที่อัลลอฮฺจะทรงสร้างมนุษย์ชาติทั้งหลายเสียอีก  และเมื่อมีการกำหนดเช่นนั้น
พระองค์จึงทรงให้เชื้อสายของท่านนบีสืบมาจากตระกูลที่ดีที่สุดในสมัยนั้น
นับตั้งแต่ท่านนบีอาดัม อะลัยฮิสสลาม  เป็นต้นมา  จนกระทั้งถึงฮาชิม  ซึ่งเป็นต้นตระกูล
ของบนีฮาชิม  แน่นอนเหลือเกิน  เชื้อสายที่ดีและตระกูลที่ดีนั้น  นับเป็นปัจจัยสำคัญ
ที่ทำให้บุคคลได้รับความเชื่อถือจากมวลมนุษย์
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเป็นบุคคลที่มีจริยธรรมอันดีงามรวมอยู่ด้วย
เมื่อกล่าวถึงเชื้อสายในความเข้าใจของบุลคลทั่วๆไปที่มิใช่ชาวอาหรับนั้น  มักจะไม่ได้
รับความสนใจเท่าที่ควร  แต่ในทรรศนะของชาวอาหรับแล้ว  ถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญเป็น
อย่างยิ่งนับตั้งแต่อดีตจนกระทั่งปัจจุบัน
ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  เริ่มประกาศศาสนาของอัลลอฮฺในหมู่ชาวอาหรับ
ทั้งที่ส่งสาส์นที่ท่านนบีนำมานั้นอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา  ทรงกำหนดให้เผยแผ่แก่
บรรดามนุษย์ชาติ  จึงจำเป็นเหลือเกินที่จะต้องเป็นผู้ที่มีเชื้อสายที่ดี  เพื่อเป็นที่ประจักษ์
แก่คนทั่วๆไป
ในเกียรติที่ท่านได้รับจากอัลลอฮฺในฐานะที่พระองค์ทรงคัดเลือกท่านมาจากเชื้อสาย
ตระกูลที่ดีตลอดมาอย่างไรก็ตาม  การที่อัลลอฮฺทรงคัดเลือกท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ
อะลัยฮิวะซัลลัม
มาจากตระกูลที่ดีนั้น  นับว่าเป็นส่วนหนึ่งจากความกรุณาของอัลลอฮฺที่ได้ทรงคัดเลือก
บรรดาร่อซูลทั้งหลายมาจากตระกูลที่ดีๆเช่นเดียวกัน
ดังจะพบได้จากคำสนทนาของจักรพรรดิโรมันกับอบูซุฟยานในตอนที่แล้ว
อนึ่งการที่ท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  กล่าวถึงเชื้อสายของท่านเป็นบาง
ครั้งนั้นก็เพื่อเป็นการขจัดการดูหมิ่นท่านร่อซูลจากศัตรูของท่าน
ดังที่ปรากฎในรายงานของท่านอับดุลมุฎฎอลิบ บิน ร่อบีอะฮฺ  ที่กล่าวว่า
' อุปมามุฮัมมัด  อุปมัยดั่งอินทผลัมต้นหนึ่งที่งอกขึ้นมาจากกองขยะ '
และสิ่งที่เราสังเกตุได้จากบางรายงานที่กล่าวถึงเชื้อสายของท่านนั้น
มักจะจบลงด้วยคำว่า ' วะลาฟัคฺรฺ '  หมายถึง ' ไม่มีการโอ้อวด '
 

 
 
zunman [110.168.67.xxx] เมื่อ 14/01/2017 13:57
1
อ้างอิง
. . . . . .แนะนำบุคคลในหะดีษ
. . . ท่านนบีอิสมาอีล อะลัยฮิสสลาม
คืออิสมาอีล บุตรของท่านนบีอิบรอฮีม อะลัยฮิสสลาม  ซึ่งสืบเชื้อสายมาจาก ' ชาม '
บุตรของท่านนบี นูฮฺ อะลัยฮิสสลาม  ท่านนบีอิสมาอีล  เป็นต้นตระกูลของอาหรับที่
เรียกว่า' มุสตะอฺรอบะฮฺ '  หมายถึง  ชาวอาหรับที่อาศัยอยู่ทางตอนเหนือของคาบสมุทร
อาหรับ
ท่านนบีอิสมาอีลได้อพยพมาตั้งถิ่นฐานอยู่ในมักกะฮฺ  พร้อมกับมารดาของท่านคือนาง
' ฮาญัรฺ '  ขณะที่ท่านยังเป็นทารกอยู่  เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นก่อนการฮิจญ์เราะฮฺของ
ท่านร่อซูล 2793 ปี  และเมื่อท่านเติบโตขึ้น  ก็ได้ช่วยท่านนบีอิบรอฮีมผู้เป็นบิดาในการ
ก่อสร้าง' ก๊ะอฺบ๊ะฮฺ '
. . . . . กินานะฮฺ
คือบุตรของคุซัยมะฮฺ บุตร มุดริกะฮฺ บุตร อิลยาส บุตร มุฎ๊อร บุตร นิซ๊ารฺ บุตร มะอัดดฺ
บุตร อัดนานซึ่งท่านผู้นี้เป็นผู้สืบเชื้อสายมาจาก ท่านนบี อิสมาอีล อะลัยฮิสสลาม
. . . . . . กุเรช
คือชื่อของ  นัฎรฺ บุตรของ กินานะฮฺ  ตามทรรศนะของอิบนิ ฮิชาม  ในหนังสือ ' ซีร่อตุนนบี '
บางท่านกล่าวว่า  กุเรชคือชื่อของท่าน ฟิฮรฺ บุตรของมาลิก บุตร นัฎรฺ บุตร กินานะฮฺไม่ว่า
จะเป็นชื่อของนัฎรฺ  หรือ  ฟิฮรฺ ก็ตาม  ลูกหลานของทั้งสองท่านนี้ล้วนถูกเรียกว่า ชาวกุเรช
ทั้งสิ้น  และที่เรียกว่า ' กุเรช ' ก็เพราะหมายถึงพวกที่ทำธุรกิจการค้า  หรืออีกนัยหนึ่งหมายถึงการรวมตัวกัน  หลังจากการกระจัดกระจายไปอยู่ตามที่ต่างๆ
. . . . . . ฮาชิม
คือบุตรของอับดิ มะนาฟ บุตร กุศ็อยอฺ บุตร กิลาบ บุตร มุรเราะฮฺ  สืบเชื้อสายมาจากกุเรช  มีชีวิต
อยู่ในช่วง 102 . 127 ก่อนฮิจญ์เราะศักราช  หรือในราว ค.ศ.500 . 524
ท่านมีชื่อว่า อัมรฺ แต่ที่รู้จักในนามของ ' ฮาชิม ' ท่านเกิดที่มักกะฮฺเป็นหัวหน้าชาวกุเรช
ขณะที่วัยเยาว์  ซึ่งขณะนั้นมีอายุได้ 25 ปี  ท่านสิ้นชีวิตที่เมือง ' ฆ็อซซะฮฺ ' ในปาเลสไตน์
ในปัจจุบัน
 
. . . . . .ฐานะของท่านร่อซูลุลลอฮฺ
มีรายงานจากท่าน อิรฺบาฎ บิน ซาริยะฮฺ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ  กล่าวว่า
ท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  กล่าวว่า  'แท้จริงตัวฉัน ณ อัลลอฮฺ  เป็นนบี
คนสุดท้าย  ซึ่งขณะนั้น
ท่านนบีอาดัม อะลัยฮิสลาม  ยังเป็นดินอยู่(ยังมิได้ถูกสร้าง)  และฉันจะบอกให้พวกท่าน
ทราบถึงเรื่องราวอันเป็น
สัญญาณในเรื่องดังกล่าว(เรื่องการเป็นนบีก่อนที่จะเกิดมาในโลกนี้)  นั่นก็คือ  ฉันเป็นคำ
วิงวอนของท่านนบี อิบรอฮีม อะลัยฮิสลาม  ผู้เป็นบรรพบุรุษของฉัน  และเป็นข่าวดีที่
ท่านนบีอิบรอฮีม อะลัยฮิสลาม
นำมาประกาศ  และเป็นความฝันของของมารดาของฉัน  เช่นเดียวกับมารดาของมารดา
นบีทั้งหลายที่ได้ฝันเห็นมาแล้ว
( บันทึกโดย บุคอรีย์ ในหนังสือ 'อัตตอรีค'  อัลบัยฮะกีย์ ในหนังสือ 'อัดดะลาอีล'  และ อัลซัยซะมีย์ ในหนังสือ
'อัลมัจญ์มะอฺ'  นอกจากนี้ท่าน อะฮฺมัด อิบนิ ญะรีรฺ อิบนิ อบี ฮาติม อัลฮากิม  และ
อิบนิ มัรดะวัยฮฺ ยังบันทึกไว้อีกด้วย )
หะดีษข้างต้นนี้  กล่าวถึงฐานะของท่านร่อซูล   ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  ในอดีต
นับตั้งแต่ท่านนบีอาดัม อะลัยฮิสลาม
ยังไม่ได้ถูกสร้างกล่าวคือ  อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา  ทรงกำหนดให้ท่านเป็นนบี 
ก่อนที่พระองค์จะสร้างมนุษย์เสียอีก
นอกจากนั้น  ท่านนบี  ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ยังได้รับเกียรติจากบรรดานบีก่อนๆ
ว่า  อัลลอฮฺจะทรงส่งท่านนบีมุฮัมมัดมา  ดังที่ปรากฎในหะดีษ อิสร็ออฺและมิอฺร็อจญ์
  เมือญิบรีลนำท่านนบีสู่ฟากฟ้า  และได้พบกับบรรดานบี
ซึ่งมักจะถามญิบรีลหลังจากที่ญิบรีลกล่าวว่า  'ฉันมากับมุฮัมมัด' ว่า 'มุฮัมมัดถูกส่งมา
แล้วหรือ?'หะดีษบทนี้  ท่านนบี  ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  ได้กล่าวถึงคำวิงวอนของ
ท่านนบี อิบรอฮีม  ข่าวดีของท่านนบีอีซา
และความฝันของมารดาของท่านสำหรับคำวิงวอนของท่านนบีอิบรอฮีม  มีระบุใน
อัลกุรอาน ซูเราะฮฺ อัลกะกอเราะฮฺ อายะฮฺ ที่129 ดังต่อไปนี้
' ' ข้าแต่พระเจ้าของข้าพระองค์  โปรดส่งร่อซูลคนหนึ่งคนใดจากพวกเขาเองไปใน
หมู่ของพวกเขาซึ่งเขา(ร่อซูลท่านนั้น)จะได้อ่านบรรดาโองการของพระองค์ให้พวกเขาฟัง 
และจะได้สอนคัมภีร์และ
ความมุ่งหมายแห่งบัญญัติให้พวกเขาทราบ  และซักฟอกพวกเขาให้สะอาด
แท้จริงพระองค์ทรงไว้ซึ่งเดชานุภาพและทรงปรีชาญาณ ' '
สำหรับข่าวดีของท่านนบีอีซานั้น  มีระบุในอัลกุรอาน  ซูเราะฮฺ อัซซ็อฟ อายะฮฺที่  6
ซึ่งมีความว่า' ' และจงรำลึกถึงเมื่ออีซา บุตรมัรยัม  ได้กล่าวแก่วงศ์วานอิสรออีลว่า
แท้จริงฉันเป็นร่อซูลของอัลลอฮฺ
มายังพวกเจ้าในฐานะเป็นผู้บอกข่าวดีเรื่องร่อซูลที่จะมาภายหลังฉัน  ซึ่งมีนามว่า
' อะหมัด' 'ส่วนเรื่องความฝันของผู้ที่เป็นมารดาของท่านนบีนั้น  ปรากฎตามรายงาน
ของท่าน อิมามอะฮฺมัด และอัลฮัยซะมีย์  ว่า
' และความฝันที่มารดาของฉันเห็นในขณะนอนหลับอยู่นั้นก็คือ  ขณะที่คลอดฉันนั้น 
ท่านมองเห็นรัศมีเป็นประกาย
ฉายแสงเป็นระยะทางไกลจนกระทั่งมองเห็นพระราชวังที่เมืองชาม(ทั้งๆที่ระยะทาง
จากมักกะฮฺถึงเมืองชามในขณะนั้นต้องใช้เวลาเดินทางนับแรมเดือน)
. . . . ข่าวดีของบรรดาอันบิยาอฺ อะลัยฮิมุสลาม
บรรดานักปราชญ์ที่บรรทึกชีวประวัติของท่านนบีมุฮัมมัด  ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม
  กล่าวว่าบรรดาอันบิยาอฺ อะลัยฮิมุสลาม  ทั้งหมด  ต่างก็บอกข่าวดีเกี่ยวกับการมาของ
ท่านนบี  ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม
ดังที่อัลลอฮฺตรัสไว้ในอัลกุรอาน  ความว่า
' ' และจงรำลึกถึงขณะที่อัลลอฮฺได้ทรงเอาข้อสัญญาแก่นบีทั้งหลายว่า  สิ่งที่ข้าได้
ให้แก่พวกเจ้านั้น  ไม่ว่าจะเป็นคัมภีร์ก็ดี  หรือความรู้เกี่ยวกับบทบัญญัติก็ดี  หลังจากนั้น
ได้มีร่อซูลคนหนึ่งมายังพวกเจ้า  เป็นผู้ยืนยันในสิ่งที่พวกเจ้าได้นำมา
(การประกาศศาสนา)  แน่นอนพวกเจ้า(อันบิยาอฺ)จำต้องศรัทธาต่อเขา(มุฮัมมัด)และ
ช่วยเหลือเขา 'พระองค์ตรัสอีกว่า 'พวกเจ้ายอมรับและปฎิบัติตามข้อสัญญาของข้า
ดังกล่าวแล้วใช่ไหม?'  พวกเขา(อันบิยาอฺ)
กล่าวว่า 'พวกข้าพระองค์ยอมรับแล้ว'  พระองค์ตรัสว่า 'พวกเจ้าจงเป็นพยานเถิดและ
ข้าก็อยู่ในหมู่ผู้เป็นพยานร่วมกับพวกเจ้าด้วย'  (อาละอิมรอน ที่ 81)
นักปราชญ์วิชาตัฟซีรอัลกุรอานได้กล่าวเกี่ยวกับอายะฮฺนี้  ด้วยการนำรายงานของ 
ท่านอาลี บิน อบีฎอลิบ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ
มาเสนอดังต่อไปนี้คือ' คำว่า 'ร่อซุล' ในอายะฮฺนี้หมายถึง ท่านนบีมุฮัมมัด 
ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา
มิได้ส่งนบีท่านใดมา  นับตั้งแต่นบีอาดัม  นอกจากพระองค์ได้ทรงเอาสัญญาจาก
บรรดานบีเหล่านั้นว่าหากมุฮัมมัดได้รับการแต่งตั้งให้เป็นนบี  ขณะที่นบีท่านนั้นยีงมี
ชีวิตอยู่ ก็จะต้องศรัทธาและให้ความช่วยเหลือแก่
ท่านนบีมุฮัมมัด  ทั้งนี้เป็นการประกาศให้บรรดานบีทั้งหลายได้ทราบถึงฐานะอันสูงส่ง
ของท่านนบีมุฮัมมัดทั้งๆที่พระองค์ทรงทราบดีว่า  มุฮัมมัด  เป็นนบีคนสุดท้าย
' (จากหนังสือ ซาดุลมะซีร เล่มที่ 1)
  
 
zunman [110.168.67.xxx] เมื่อ 11/09/2013 11:17
2
อ้างอิง
 . . . . . . .ท่านร่อซูลเรียกต้นไม้ให้เดินมาหา
มีรายงานจากท่านอนัส ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ  แจ้งว่า  'วันหนึ่งท่านญิบรีลได้มาหา 
ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม
ขณะที่ท่านนั่งอยู่ในสภาพที่ละเหี่ยใจเลือดกรังเต็มหน้าเนื่องจากพวกกุฟฟารมักกะฮฺ
ทำร้ายท่านญิบรีลกล่าวแก่ท่านร่อซูลว่า  'ท่านเป็นอะไรไป?'  ท่านร่อซูลกล่าวว่า '
พวกเหล่านั้น(กุฟฟารมักกะฮฺ)
ทำกับฉันอย่างนั้นอย่างนี้'  ท่านอนัสกล่าวว่า  แล้วญิบรีลก็กล่าวกับท่านร่อซูลว่า '
ฉันอยากจะให้ท่านมองเห็นสัญญาณหนึ่งจะเอาไหม์ ' ท่านร่อซูลตอบว่า 'เอาซิ' 
แล้วญิบรีลก็มองไปยังต้นไม้ต้นหนึ่งซึ่งอยู่หลังหุบเขา
แล้วกล่าวว่า ' จงเรียกต้นไม่ต้นนั้นซิ'  ท่านร่อซูลก็เรียก  ต้นไม้นั้นก็เดินเข้ามาจน
กระทั่งมาหยุดตรงหน้าท่านญิบรีลจึงกล่าวกับท่านร่อซูลอีกว่า ' จงสั่งให้ต้นไม้นี้
กลับไปสู่ที่เดิมซิ'  ท่านร่อซูลจึงกล่าวแก่ต้นไม้นั้นว่า
' จงกลับไป '  ต้นไม้นั้นก็กลับไปสู่ที่เดิมของมัน 
ท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  จึงกล่าวว่า' สัญญาณนี้ นับว่าเป็นที่
พอเพียงแก่ฉันแล้ว '( บันทึกโดย อะฮฺมัด )
. . . . . .ท่านร่อซูลุลลอฮฺ รู้เรื่องราวในอดีต
มีรายงานจากท่านอบูฮุรอยเราะฮฺ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ  แจ้งว่า
เมื่อครั้งที่ท่าน นบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  พิชิตคอยบัร  พวกยิวได้นำเนื้อแกะ
ที่สุกแล้วมาให้ท่านนบี  ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  พร้อมกับใส่ยาพิษมาด้วย 
ท่านนบีกล่าวว่า  ให้ท่านเกณฆ์พวกยิวที่อาศัยอยู่ทั้งหมดที่นี่มาหาฉัน  แล้วพวกยิว
ทั้งหมดก็มาท่านนบีโดยพร้อมหน้า  ท่านนบีก็กล่าวว่า
' ที่จริงฉันจะถามพวกเจ้าเรื่องหนึ่ง  พวกเจ้าจะตอบฉันตามความจริงหรือไม่? '
พวกนั้นตอบว่า ' ได้ครับ '  โอ้อบากอเซ็ม(หมายถึงท่านนบีมุฮัมมัด)  ' ท่านนบี
จึงถามว่า ' ใครเป็นบรรพบุรุษของพวกเจ้า?  พวกนั้นก็ตอบว่า ' คนนั้นๆ ' 
ท่านนบีจึงพูดว่า ' พวกเจ้าโกหก  ที่จริงบรรพบุรุษของพวกเจ้า
คือคนนั้นๆ'  พวกเหล่านั้นจึงยอมรับว่า ' ท่านพูดถูกแล้ว  ท่านทำความดีแล้ว '
ท่านนบีจึงกล่าวแก่พวกนั้นอีกว่า ' พวกเจ้าจะพูดความจริงได้หรือไม่? '
เมื่อฉันถามถึงเรื่องหนึ่งเรื่องใด?'  พวกนั้นตอบว่า ' ได้ครับ '  และถ้าเราโกหก
ท่านก็รู้ดังที่ท่านรู้ในเรื่องบรรพบุรุษของเรา '  ท่านนบีจึงถามอีกว่า '  ใครเป็นชาวนรก ' 
พวกนั้นตอบว่า '  เราจะอยู่ในนรกเพียงชั่วระยะหนึ่งนิดเดียว
เท่านั้น  แล้วพวกท่าน(มุสลิม)จะอยู่ในนรกแทนตลอดไป '
ท่านนบีกล่าวว่า '  พวกเจ้าจงพินาศเถิด  ขอสาบานต่ออัลลอฮฺว่า  พวกเราจะไม่
เข้านรกแทนพวกเจ้าเป็นอันขาด 'แล้วท่านนบีจึงถามอีกว่า '  พวกเจ้าพูดความจริง
ได้หรือไม่  เมื่อฉันถามเรื่องหนึ่งเรื่องใด? '
พวกนั้นก็ตอบว่า ' ได้ครับ 'ท่านนบีจึงถามอีกว่า '  พวกเจ้าเอายาพิษใส่ไว้ในเนื่อ
แกะนี้ใช่หรือไม่ '  พวกนั้นตอบว่า '
ใช่ครับ 'ท่านนบีถามต่อไปอีกว่า '  อะไรทำให้พวกเจ้าต้องทำเช่นนั้น?
'  พวกเขาตอบว่า ' หากว่าท่านเป็นคนโกหก
มิใช่นบีจริง  เราก็อยากให้ท่านกินเนื้อนี้  และจะได้ตายทันที  ทุกอย่างก็จะยุติลง 
แต่ถ้าท่านเป็นนบีจริงๆยาพิษนั้นก็จะไม่เป็นอันตรายแก่ท่าน '
( บันทึกโดย อัลบุคอรีย์ )
. . . . . . ศัตรูเกรงขามท่านร่อซูล
มีรายงานจากท่านญาบิรฺ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ  กล่าวว่า ' เราออกไปทำสงคราม
แถบนัจดฺ(จังหวัดภาคกลางของสาอุดิอารเบียปัจจุบัน)  พร้อมกับท่านร่อซูล
ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมและกลับมาพร้อมกัน  ขณะนั้นเป็นเวลาเที่ยงวัน
จึงได้แวะพัก ณ บริเวณหุบเขาแห่งหนึ่งซึ่งมีต้นไม้ชนิดหนึ่ง ต้นเตี้ย มีหนาม
ท่านร่อซูลได้ลงนั่งพักที่ใต้ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งและได้แขวนดาบของท่านไว้บน
ต้นไม้นั้น  บรรดาศอหะบะฮฺจึงได้แยกย้ายกันไปพักผ่อนตามใต้ต้นไม้บริเวณ
หุบเขาแห่งนั้น
เมื่อตื่นขึ้นท่านร่อซูลก็เรียกพวกเราและเล่วให้ฟังว่า
' แท้จริง  มีชายคนหนึ่งมาที่ฉันขณะที่ฉันนอนหลับอยู่  แล้วเขาก็คว้าเอาดาบ
ของฉันไปฉันจึงตื่นขึ้นก็พบว่าเขามายืนอยู่ทางศีรษะของฉัน  พร้อมกับถือดาบ
อยู่ในมือแล้วเขาก็ถามขึ้นว่า  มีใครจะคุ้มครองท่านให้พ้นจากฉันบ้างไหม?
ฉันจึงพูดว่า ' อัลลอฮฺ ' ทันใดนั้นดาบนั้นก็ร่วงหล่นจากมือเขา  พลางก็ทรุดตัว
นั่งลงแต่ท่านร่อซูลก็มิได้จัดการลงโทษเขา  ชายคนนั้นเป็นคนระดับหัวหน้าเผ่า
เมื่อถูกปล่อยไม่ถูกเอาโทษ  เขาก็พูดว่า
' ฉันจะไม่ร่วมกับหมู่คณะของฉันในการสู้รบกับท่าน '
( บันทึกโดย อัลบุคอรีย์และมุสลิม )
และอีกรายงานหนึ่ง ท่านญาบิรฺ กล่าวว่า  ' พวกเราเคยอยู่ร่วมกับท่านร่อซูลที่
' ซาติรริก็ออฺ 'มื่อมาถึงที่ร่ม  พวกเราก็ให้ท่านร่อซูลเข้าไปพักอยู่ใต้ร่มเงาไม้ต้นหนึ่ง
  ต่อมามีมุชริกีนคนหนึ่งเข้ามา  เห็นดาบของท่านร่อซูลแขวนอยู่บนต้นไม้  ชายคนนั้น
ก็คว้าดาบเอาไปจ่อท่านร่อซูลแล้วกล่าวว่า ' ท่านกลัวฉันหรือไม่? ' ท่านร่อซูลตอบว่า '
ไม่กลัว 'ชายคนนั้นก็กล่าวอีกว่า ' ใครจะคุ้มครองท่านให้พ้นจากน้ำมือของฉัน?
'ท่านร่อซูลตอบว่า ' อัลลอฮฺ '
และในบันทึกรายงานของท่านอบีบักรฺ อิสมาอิลีย์  ในศ่อฮี้ฮฺของท่านระบุว่า
' ชายคนนั้นกล่าวแก่ท่านร่อซูลว่า ' ใครจะคุ้มครองท่านให้รอดพ้นจากน้ำมือ
ของฉัน?ท่านร่อซูลตอบว่า ' อัลลอฮฺ ' ผู้ที่รายงานเหตุการณ์นี้กล่าวว่า  ทันใดนั้นดาบ
ก็หลุดจากมือชายผู้นั้น  ท่านร่อซูลจึงคว้าดาบมาถือไว้  พร้อมกับพูดกับชายมุชริก
ผู้นั้นว่า' ใครจะคุ้มครองเจ้าให้รอดพ้นจากข้า? '  ชายผู้นั้นกล่าวว่า
' ขอให้ท่านเป็นผู้ลงโทษอย่างดีเถิด '  ท่านร่อซูลกล่าวว่า
' เจ้าจะปฎิญาณว่าไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮฺและฉันเป็นร่อซูลของ
อัลลอฮฺหรือไม่? 'ชายผู้นั้นกล่าวว่า ' ไม่ ' แต่ฉันขอสัญญาว่าจะไม่สู้รบกับท่าน
  และจะไม่ร่วมมือกับใครทำร้ายท่านแล้วท่านร่อซูลก็ปล่อยตัวชายผู้นั้นไป  ชาย
ผู้นั้นก็กลับไปหาพรรคพวกชองเขาแล้วกล่าวว่า' ฉันกลับมาจากคนที่ดีที่สุด ในหมู่มนุษย์ '
. . . . . . . .ก้อนเมฆเคลื่อนมาบังแสงอาทิตย์ให้ท่านร่อซูล
มีรายงานจากท่านหญิงอาอิชะฮฺ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮา  แจ้งว่า  นางได้กล่าวแก่ท่านนบี
ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ว่า  ' ท่านพบกับวันหนึ่งที่มีความยากลำบากยิ่งกว่าที่
สมรภูมิอุฮุดหรือไม่? ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  ตอบว่า  ' ฉันพบกับ
ความลำบากจากหมู่คณะของเธอ(ชาวกุเรช)  และที่ฉันพบความลำบากยิ่งก็คือ 
วันที่อัลอะกอบะฮฺ  ซึ่งวันนั้นฉันได้ไปเชิญชวน  อิบนิ อับดิยาลัยลฺ อิบนิ อับดิ กิลาล 
ให้เข้ารับอิสลาม  แต่เขาปฎิเสธฉันจึงไปที่อื่นด้วยความไม่สบายใจ  ฉันเดินเลื่อย
ไปจนกระทั่งมาถึงก็อรฺนิซอาลิม(หรือ ก็อรนฺ
มะนาซิล อยู่ใกล้กับฎออิบ  ซึ่งเป็นมีกอดสำหรับผู้ไปทำฮัจญ์หรืออุมเราะฮฺที่เดิน
ทางมาจากนัจดฺ)เมื่อฉันเงยศรีษะขึ้น  ทันใดนั้นก็เห็นก้อนเมฆเคลื่อนมาบังแสง
อาทิตย์เป็นร่มเงาให้เมื่อฉันองดูก็เห็นญิบรีล อะลัยฮิสลาม  อยู่ในก้อนเมหนั้น 
ญิบรีลได้เรียกฉันพลางกล่าวว่า' แท้จริงอัลลอฮฺทรงได้ยินคำพูดของหมู่คณะ
ที่พูดถึงท่านและคำตอบที่เขาตอบท่านอัลลอฮฺทรงส่งมะลาอิกะฮฺแห่งบรรดา
ภูเขามาเพื่อให้ท่านสั่งบรรดามะลาอิกะฮฺเหล่านั้นให้กระทำ
ในสิ่งที่ท่าน(ต้องการ)ประสงค์จะให้ประสบกับพวกเขา  และมะลาอิกะฮฺแห่ง
ภูเขาก็เรียกฉันให้สลามแก่ฉันและกล่าวว่า  'โอ้มุฮัมมัด  แท้จริง อัลลอฮฺทรง
ได้ยินคำพูดของพวกที่พูดถึงท่านฉันเป็นมะลาอิกะฮฺผู้มีหน้าที่ดูแลภูเขา
  ผู้เป็นพระเจ้าของฉัน(อัลลอฮฺ)ได้มอบหมายให้ฉันมาหาท่านฃ
เพื่อจะได้ใช้ฉันตามที่ท่านประสงค์  หากท่านประสงค์ฉันก็จะให้ภูเขามหึมา
ลูกนี้ถล่มทับชนพวกนี้ 'ท่านนบีกล่าวว่า  ' ฉันไม่ประสงค์เช่นนั้น  แต่ฉันปรารถนา
ให้อัลลอฮฺทรงให้มีผู้สืบทอดต่อจากพวกเขาเป็นผู้ที่อิบาดะฮฺเคารพภักดีต่ออัลลอฮฺ
  เพียงองค์เดียว  และไม่ตั้งสิ่งใดเป็นหุ้นส่วนพระองค์
( บันทึกโดย บุคอรีย์ และมุสลิม )

 
 
zunman [110.168.67.xxx] เมื่อ 11/09/2013 11:19
3
อ้างอิง
'  '  '  '  ท่านร่อซูลเป่าไปที่แผลทำให้หายเจ็บ
มีรายงานจากท่านยะซีด อิบนิ อะบีอุบัยดฺ ร่อฏิยัลลอฮุอันฮุ  กล่าวว่า
' ฉันเห็นรอยแผลที่ขาของซะละมะฮฺ  ฉันจึงกล่าวว่า  ' โอ้ อบามุสลัม  รอยแผลนี้
เกิดจากอะไร '  เขาตอบว่า' เป็นรอยแผลเมื่อวันที่พิชิตคอยบัร  ผู้คนต่างพูดกันว่า
  ซะละมะฮฺได้รับบาดเจ็บ  ฉันจึงมาหา
ท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  ท่านนบีได้เป่าไปที่แผลนั้น 3 ครั้ง
  นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาจนกระทั้งถึงทุกวันนี้  ฉันไม่รู้สึกเจ็บอีกเลย '
( บันทึกโดย อัลบุคอรีย์ )
'  '  '  '  สุนัขป่าพูดกันคนเลี้ยงแกะ
มีรายงานจากท่านอบีสะอีด อัลคุดรีย์ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ  กล่าวว่า
'  มีสุนัขป่าตัวหนึ่ง  ตะครุบเอาแกะไปตัวหนึ่ง  คนเลี้ยงแกะก็ไล่ตามและแย่งเอา
แกะคืนมาได้สุนัขป่าตัวนั้นจึงนั่งทับหางของมันเองและใช้เท้าหน้าทั้งสองข้างยัน
พื้นไว้  และพูดกับคนเลี้ยงแกะว่า
' ท่านไม่เกรงกลัวอัลลอฮฺบ้างหรือที่แย้งเอาริสกีย์ที่อัลลอฮฺประทานให้กับฉันไป
  ' คนเลี้ยงแกะก็พูดว่า ''  ฉันรู้สึกแปลกใจยิ่งนักที่สุนัขป่าพูดกับฉันได้เหมือนกับ
ที่มนุษย์พูด '  สุนัขป่าจึงพูดต่อไปว่า
'   ฉันจะบอกท่านถึงเรื่องที่แปลกกว่านี้อีก  นั่นก็คือ  มุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม
  ที่ยัษริบ  กำลังบอกผู้คนทั้งหลายถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นในอดีต '
ท่านอบูสะอีด อัลคุดรีย์  ผู้รายงานหะดีษนี้กล่าวว่า  ' คนเลี้ยงแกะก็ต้อนฝูงแกะจน
กระทั้งมาถึงมะดีนะฮฺต้อนแกะทั้งหมดไปไว้ ณ บริเวณหนึ่ง  แล้วเขาก็เข้าไปหาท่านร่อซูล
  และเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นระหว่างเขา
กับสุนัขป่าตัวนั้น  เมื่อท่านร่อซูลทราบเรื่องดังกล่าวก็ให้ประกาศเรียกประชาชนให้มา
รวมกันว่า'  อัศศอลาตุญามิอะฮฺ '  ท่านก็ออกมาและพูดกับคนเลี้ยงแกะว่า 
' จงเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ประชาชนทั้งหลายฟังเถิด '
คนเลี้ยงแกะก็เล่าเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นให้บรรดาศ่อหะบะฮฺฟัง  ท่านร่อซูลกล่าวว่า
  ' คนเลี้ยงแกะผู้นี้พูดจริงฉันขอสาบานต่อผู้ที่ชีวิตของฉันอยู่ในพระหัตถ์ของ
พระองค์ว่า  ' วันกิยามะฮฺจะยังไม่เกิดขึ้นจนกว่า  เชือกที่ปลายแซ้
และเชือกผูกรองเท้าจะพูดกับคน  และขาอ่อนจะบอกกับบุคคลในสิ่งที่ครอบครัว
ของเขากระทำ 'อิบนิกะซีรฺกล่าวว่า  สายสืบหะดีษนี้ศ่อฮี้ฮฺตามเงื่อนไขของอิมามมุสลิม
  อิมามบัยฮะกีย์กล่าวว่า  หะดีษนี้ศ่อฮี้ฮฺ
อิมามอัตติรมิซีย์มิได้บันทึกหะดีษนี้  นอกจากข้อความที่ว่า  ' ท่านร่อซูล
ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมกล่าวว่า  ' ขอสาบานต่อผู้ที่ชีวิตของฉันอยู่ในพระหัตถ์
ของพระองค์ว่า  วันกิยามะฮฺจะยังไม่เกิดขึ้น
จนกว่าสัตว์ดุร้ายจะพูดกับมนุษย์ '(   บันทึดโดย อะหมัด  )
 
หะดีษที่ 15
. . . . . . . .เสียงร้องจากท่อนอินทผลัม
มีรายงานจากศอหะบะฮฺกลุ่มหนึ่ง(ญะมาอะฮฺ)ว่า  มัสยิดท่านร่อซูลนั้นเคยมีหลังคา
  มีต้นอินทผลัมทำเป็นเสาค้ำยันอยู่เมื่อท่านร่อซูลกล่าวคุฎบะฮฺ  ท่านก็ยืนบนต้นอินท
ผลัมที่ใช้แทนมิมบัร  ครั้งหนึ่งขณะที่ท่านร่อซูลยืนอยู่บนมิมบัร
อันใหม่  เรา(บรรดาศอหะบะฮฺที่รายงานหะดีส)ก็ได้ยินเสียงร้องของอูฐตัวเมียที่
กำลังมีท้อง  ดังลอดออกมาจากต้นอินทผลัมที่ท่านร่อซูลเคยใช้เป็นมิมบัรมาก่อน
  เสียงนั้นไม่ยอมหยุด  จนกระทั่งท่านร่อซูลวางมือขวาของท่านลงบน
อินทผลัมท่อนนั้น  เสียงดังกล่าวจึงหยุดเงียบลง
ในรายงานของท่านอนัส ระบุว่า  'ท่อนอินทผลัมที่ท่านร่อซูลวางมือไปบนนั้น 
ส่งเสียงร้องดังลั่น  จนกระทั่งมัสยิดกระเทือน  อันเนื่องมาจากความรุนแรงของ
เสียงนั้น'ในรายงานของท่านซะอฺ บินสะอั๊ด  ระบุว่า  'เมื่อคนใดในมัสยิดได้ยิน
เสียงนั้น  พวกเขาต่างก็ร้องไห้กันทุกคน'และในรายงานของท่าน  อัลมุฎฎอลิบ
บิน อบีวัดดาอะฮฺ  ระบุว่า  'เสียงร้องของท่อนอินทผลัมยังคงดังอยู่ไม่หยุด
จนกระทั่งท่านนบีเดินมาถึงและใช้มือวางลงบนท่อนไม้นั้น  มันจึงเงียนเสียงลง'
และยังมีรายงานเพิ่มจากบุคคลอื่นๆอีกว่า  ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม
  กล่าวว่า' ' แท้จริง  เท่าที่ท่อนอินทผลัมส่งเสียงร้องนั้น  ก็เนื่องจากขาดการ
รำลึกถึงอัลลอฮฺ  และท่านนบียังกล่าวอีกว่า
ขอสาบานต่อผู้ที่ตัวของฉันอยู่ในอุ้งพระหัตถ์ของพระองค์  ถ้าหากว่าฉันไม่จับมัน
  มันจะส่งเสียงร้องอยู่เช่นนั้นจนกระทั่งวันกิยามะฮฺ  แล้วท่านร่อซูลก็สั่งให้ฝังมันไว้
ที่ใต้มิมบัรนั่นเอง ' 'ในรายงานของท่านบุรอยดะฮฺ  ระบุว่า  ท่านนบี
 ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  กล่าวแก่ท่อนอินทผลัมนั้นว่า' ' หากเจ้าประสงค์
จะให้ฉันเอาไปไว้ในสวนที่เจ้าเคยอยู่  เพื่อจะได้เจริญเติบโต  ผลิดอกออกผล 
หรือหากว่าเจ้า
ประสงค์จะให้ฉันปลูกเจ้าไว้ในสวรรค์เพื่อจะได้รับน้ำจากธารน้ำและตาน้ำ
ในสวรรค์  จนกระทั่งงอกเงยขึ้นสวยงามและมีดอกผลให้บรรดาวะลีย์(เอาลิยาฮฺ)
ของอัลลอฮฺได้รับประทาน '  ท่อนอินทผลัมกล่าวตอบว่า 'ไม่ ฉันไม่ประสงค์สิ่ง
ใดขอเพียงให้ท่านปลูกฉันไว้ในสวรรค์  เพื่อที่จะได้อยู่ในสถานที่ที่ไม่สูญสลาย
' ทุกคนที่อยู่ ณ ที่นั้นได้ยินคำโต้ตอบและท่านนบีกล่าวว่า ' แท้จริงฉันจะจัดการให้
' และท่านร่อซูลกล่าวว่า ' ท่อนอินทผลัมนี้เลือกเอาสถานที่ที่ถาวร
แทนที่จะเลือกเอาสถานที่ที่สูญสลาย' 'เมือท่านฮะซัน อัลบัศรีย์ รอฮิมะฮุลลอฮฺ
  สอนหะดีสนี้  ท่านก็ร้องไห้และกล่าวว่า  '  โอ้ผู้ที่เป็นบ่าวของอัลลอฮฺ
ท่อนไม้ยังโหยหาท่านร่อซูล  เมื่อไม่พบกับท่านร่อซูล  ดังนั้น  พวกท่านทั้งหลาย
นั้นสมควรยิ่งกว่าในการที่จะคิดถึงการกลับไปพบกับท่านร่อซูล
ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม '(บันทึกโดย อัลบุคอรีย์ และ อัตติรมิซีย์)
 
. . . . . . . .ดวงจันทร์แยกออกเป็นสองซีก
มีรายงานจากท่านอับดุลลอฮฺ อิบนิ มัสอู๊ด ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ  กล่าวว่า
' ดวงจันทร์แยกออกเป็นสองซีก  ในสมัยท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม
  ซีกหนึ่งอยู่บนภูเขาและอีกซีกหนึ่งอยู่ด้านล่าง  ท่านร่อซูล
ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  กล่าวว่า 'ท่านทั้งหลายจงมองดูซิ '
อิมามบุคอรีย์ได้บันทึกไว้ในหนังสือ ศ่อฮี้ฮฺของท่าน  อีกรายงานหนึ่งของอัสวัส 
จากอิบนิมัสอู๊ด ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุแจ้งว่า ' จนกระทั้งฉันเห็นภูเขาอยู่ตรงกลาง
ระหว่างดวงจันทร์ทั้งสองซีก 'พวกกุฟาร กุเรช  กล่าวว่า  'มุฮัมมัด  ใช้สิเฮรฺเล่น
กลกับพวกท่านเข้าให้แล้ว'  คนหนึ่งจากพวกเขาพูดขึ้นว่า
'แท้จริง แม้ว่ามุฮัมมัดจะใช้สิเฮรฺกับพวกท่าน  แต่เขาก็ไม่สามารถใช้สิเฮรฺกับคน
ทั่วทั้งแผ่นดินได้ดอกดังนั้นพวกท่านจงสอบถามคนอื่นที่เดินทางมาหาพวกท่านว่า
  เห็นดวงจันทร์แยกออกเป็นสองซีกหรือไม่?
ต่อมามีชนกลุ่มหนึ่งเดินทางมาถึง  พวกกุฟาร กุเรช  จึงถามถึงเรื่องดังกล่าว 
พวกนั้นก็ตอบว่า' พวกเราก็เห็นดวงจันทร์แยกออกเป็นสองซีกเช่นกัน '
อบูญะฮลฺ  กล่าวว่า  ' นี่คือสิเฮรฺที่เกิดขึ้นไม่ขาดสาย '  จากหนังสือ  อัซซิฟาอฺ
อิมามอิบนิกะซีร กล่าวว่า  ' บรรดานักปราชญ์และอิมามตางก็มีความเห็นตรงกันว่า
  การที่ดวงจันทร์แยกออกเป็นสองซีกนั้นเป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในสมัยของ
ท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  มีรายงานที่เป็นศ่อฮี้ฮฺมากมาย
ซึ่งนับว่าเป็นหลักฐานขั้นเด็ดขาดเกี่ยวกับเรื่องนี้'  (จากหนังสือ อัลฮิดายะฮฺ
วันนิฮายะฮฺ  ของอิบนิ กะซีร เล่ม6 หน้า74 )เชค มุฮัมมัด อบูซะเราะฮฺ ิอุละมาอฺ
อาวุโสของอัลอัซฮัร  กล่าวว่า ' เราขอยืนยัน ณ ที่นี้ว่า  เหตุการณ์ดังกล่าวเคย
เกิดขึ้นมาแล้วในสมัยของท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  ดังที่อัลลอฮฺตรัส
ไว้มีความว่า' ' วันกิยามะฮฺใกล้จะมาถึงแล้ว  และดวงจันทร์ก็แตกแยกออกแล้ว
' ' (54 '1)  แสดงว่าเรื่องดวงจันทร์แยกออกเป็นสองซีกนั้น  มีหลักฐานจากอัลกุรอาน
ยืนยันไว้โดยตรงว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นจริง  จึงไม่จำเป็นต้องนำหลักฐานอื่นมาเสริมอีก 
แต่ซุนนะฮฺของท่านร่อซูลได้ชี้ให้เห็นว่าเรื่องดังกล่าวนี้เกิดขึ้นอย่างไรท่านอิบนิ
กะซีร  กล่าวว่า  'เรื่องนี้  ไม่ว่าเหตุการณ์การแยกของดวงจันทร์หรือรูปการณ์ที่เกิด
ขึ้นนั้น  เป็นที่ยืนยันจากบรรดาศ่อหะบะฮฺจำนวนมากด้วยการรายงานหลายกระแส
ดังเช่นท่านอนัส อิบนิ มาลิก  ท่านญุบัยรฺ อิบนิ มุฎอิม  ท่านฮุซัยฟะฮฺ อิบนุยะมาน 
ท่านอับดุลลอฮฺ อิบนุอุมัร ท่านอับดุลลอฮฺ อิบนุมัสอู๊ด  และท่านอับดุลลอฮฺ อิบนิ
อับบ๊าส ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุม ท่านเชคมุฮัมมัด  อบูซะฮฺเราะฮฺ  กล่าวอีกว่า 
'ผู้ที่แปลกใจและปฎิเสธเรื่องนี้  และพยายามตีความให้เป็นอย่างอื่น
ทั้งๆที่พวกเขาอ้างตนว่าเป็นมุสลิม  โดยได้พูดว่า  'เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้น
ในจักรวาล  หากว่าเกิดขึ้นจริง
แล้วทำไมจึงไม่เป็นที่ประจักษ์ชัดแก่คนทั้งโลก '
ตอบ  อันที่จริงคำพูดเช่นนี้ถ่ายทอดมาจากพวก นะซอรอ  ซึ่งพยายามสร้างความ
สงสัยในอัลกุรอาน  ว่าพวกเขาเคยเชื่อเรื่องที่แปลกกว่าเรื่องนี้เสียอีก  เพราะ
คัมภีร์อินญีลที่พวกเขาศรัทธานั้นได้ระบุเอาไว้ว่า
'พวกบูชาไฟ(มะญูซี)  รู้วันประสูติของนบีอีซาจากดาวดวงหนึ่ง  และพวกเขาก็
เดินตามดาวดวงนั้นไปจนกระทั้งมาถึงดินแดนอันเป็นที่ประสูติของนบีอีซา
'  อยากทราบว่าบุคคลในสมัยนั้นเห็นเหตุการณ์นั้นหรือไม่?
ดังที่พวกเขาต้องการให้มุสลิมยืนยันว่ามีผู้คนในสมัยท่านร่อซูลเห็นดวงจันทร์
แยกออกเป็นสองซีก 'เชค อบูซะเราะฮฺ  กล่าวอีกว่า  'แท้จริงอาหรับมุชริกในสมัย
ท่านร่อซูลนั้น  เมื่อเห็นดวงจันทร์แยกออกเป็นสองซีกพวกเขาก็ไม่เชื่อ  และกล่าวว่า
  'มุฮัมมัดใช้สิเฮรฺกับเราแล้ว'อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา  ตรัสเกี่ยวกับเรื่องนี้
ไว้ในอัลกุรอานว่า' ' วันกิยามะฮฺใกล้จะมาถึงแล้ว  และดวงจันทร์ก็แตกแยกมาแล้ว
' ' (54'1)' ' และหากพวกเขา(มุชริกีน)เห็นมั๊วะญิซะฮฺหนึ่งมั๊วะญิซะฮฺใด  พวกเขาก็
ผินหลังให้และกล่าวว่า  นี่คือ สิเฮรฺที่ไม่ขาดสาย ' '
แต่มุชริกีนบางคนก็อยากรู้  และเขาก็รู้ว่าคนที่อยู่นอกๆมักกะฮฺ  มองเห็นดวงจันทร์
แยกออก  ทั้งนี้ตามรายงานของอิมาม
อะฮฺหมัด  บุคิรีย์  มุสลิม  และ บัยฮะกีย์  ได้บันทึกไว้จากรายงานของท่าน 
อับดุลลอฮฺ อิบนิ มัสอู๊ด ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุกล่าวว่า  'ดวงจันทร์แตกแยกออก
เป็นสองซีกในสมัยของท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม '
พวกกุเรชกล่าวว่า 'นี่คือสิเฮรฺของลูกชายอบีกับซะฮฺ'
(หมายถึงท่านนบี มุฮัมมัด ที่เรียกชื่อดังกล่าวก็เพื่อเป็นการเย้ยหยันท่านนั่นเอง)
พวกเขากล่าวว่า 'จงรอถามข่าวคนที่กำลังเดินทางมาว่า มีข่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้
อย่างไร?และเมื่อคนที่ได้เดินทางมาถึง  ก็เล่าว่า  'เห็นดวงจันทร์แยกออกเป็น
สองซีก'จากหลักฐานที่ศ่อฮี้ฮฺข้างต้น  เป็นที่ประจักษ์ว่าเหตุการณ์นี้มิได้มีผู้พบ
เห็นในวงจำกัดเฉพาะเมืองหนึ่งเมืองใด
แต่ชี้ให้เห็นว่า  การที่ดวงจันทร์แยกเป็นสองซีกนั้น  คลุมไปทั่วทุกหนแห่ง
 และการที่อัลกุรอานและอัลหะดีษ
ระบุถึงเรื่องนี้  ก็นับว่าเป็นความจริง  ไม่มีทางปฎิเสธได้  ไม่ว่าผู้ปฎิเสธนั้นจะ
เป็นคนเข้าใจผิดหรือสงสัยหรือปฎิเสธศรัทธาก็ตาม
ท่านเชคมุฮัมมัด อบูซะฮฺเราะฮฺ  ได้จบคำพูดนี้ด้วยการนำข้อความจากหนังสือ
'อัลฮิดายะฮฺ วันนิฮายะฮฺ'ของอิบนิ กะซีร  ว่า 'อย่างไรก็ตาม  เหตุการณ์ดังกล่าว
เป็นที่ประจักษ์แก่ผู้คน ณ ที่ต่างๆมากมายและมีผู้กล่าวว่า
มีการบันทึกเรื่องนี้ไว้ในประวัติศาสตร์ของประเทศอินเดีย  และมีการสร้างอาคาร
หลังหนึ่งไว้  โดยจารึกเอาไว้ว่า
' อาคารหลังนี้สร้างขึ้นเมื่อคืนที่ดวงจันทร์แตกแยกออกเป็นสองซีก '
จากหนังสือ ' คอตะมันนะบียีน ' เล่ม 1 หน้า 556 ถึง 560 ของ เชคมุฮัมมัด อบูซะเราะฮฺ
 

 
 
zunman [110.168.67.xxx] เมื่อ 11/09/2013 17:57
4
อ้างอิง
 . . . น้ำที่พุ่งออกมาจากนิ้วมือของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม
ปรากฎในหนังสือศ่อฮี้ฮฺของท่านบุคอรีและมุสลิม  มีรายงานจากท่านอนัส
ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ  กล่าวว่า
' ฉันเห็นท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ขณะเข้าเวลาละหมาดอัศรฺพอดี
  ผู้คนกำลังหาน้ำเพื่ออาบน้ำละหมาด ' อีกรายงานหนึ่งระบุว่า ' น้ำนั้นอยู่ในภาชนะ
และมีจำนวนน้อยจนกระทั่งใช้นิ้วจุ่มลงไปก็แทบไม่มีเลยท่านร่อซูล
ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  ใช้มือของท่านจุ่มลงไปในภาชนะนั้น  แล้วท่าน
ก็บอกให้คนทั้งหลายอาบน้ำละหมาดจากภาชนะนั้น ' ท่านอนัสกล่าวอีกว่า '
ฉันเห็นน้ำพวยพุ่งออกมาจากซอกนิ้วของท่านร่อซูลผู้คนทั้งหลายก็ได้อาบน้ำ
ละหมาดกันทั่วทุกคน  จนกระทั่งถึงคนสุดท้าย '
ท่านอิมามกุรฎุบีย์กล่าวว่า ' เรื่องที่มีน้ำพวยพุ่งออกมาจากระหว่างนิ้วมือของ
ท่านร่อซูลศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  นั้นปรากฎหลายครั้งในสถานที่ต่างๆกัน
  มีผู้คนเห็นกันมากมายและมีรายงานหลายกระแสที่บ่งบอกว่าเป็นหลักฐานขั้น
เด็ดขาดท่านอิมามกุรฎุบีย์ยังกล่าวอีกว่า  ' ไม่เคยปรากฎเลยว่า  มีนบีท่านใดเคย
ได้รับ มัวะญิซะอฺ  เช่นนี้นอกจากนบีของเรา ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม 
ด้วยการมีน้ำพวยพุ่งออกมาจากกระดูกและเลือดเนื้อของท่าน 'อนึ่งเรื่องการมี
น้ำพวยพุ่งออกมาจากนิ้วมือนี้  นักปราชญ์มีความเห็นแบ่งออกเป็นสองฝ่าย
ฝ่ายหนึ่งเห็นว่า  ที่มีน้ำพุ่งออกมาจากนิ้วมือของท่านนบีนั้น  นับเป็นบะรอกะฮฺที่
อัลลอฮฺทรงประทานให้แก่ท่านนบีเมื่อท่านเอานิ้วจุ่มลงไปในน้ำ  มิใช่ว่าน้ำนั้นออก
มาจากเลือดและเนื้อของท่าน  ซึ่งท่านอิมาม อิบนิ ก็อยยิม เห็นด้วยกับฝ่ายนี้ฝ่าย
หนึ่งมีความเห็นว่า  มีน้ำพวยพุ่งออกมาจากนิ้วมือของท่านนบีจริงๆ  หาใช่น้ำนั้น
มีมากเนื่องด้วยบะรอกะฮฺแต่อย่างใด ' (จากหนังสือ 'มะนากิ๊บ อิมาม ชาฟิอีย์ ของ
อับดุลลอฮฺ มุฮัมมัด บิน อุมัร อัรรอซีย์  หน้า 46 )เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อหน้ากลุ่มชนนั้น
  แม้ว่าจะถูกเล่าสืบต่อถ่ายทอดกันมาด้วยรายงานเพียงสายเดียว(อาฮาด)เหตุการณ์
นั้นก็นับว่าเป็นที่เชื่อถือได้  เพราะโดยธรรมชาติปกติแล้ว  มนุษย์จะไม่โกหก
เหลวไหล  โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากบรรดาผู้ที่เป็นศอหะบะฮฺของท่านร่อซูลผู้ประเสริฐ
  โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากศอหะบะฮฺผู้อาวุโสแม้เพียงท่านเดียว  ก็นับว่าเป็นตัวแทน
ของผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์นั้นๆด้วย
แต่อย่างไรก็ตาม  ตัวอย่างจากมั๊วะญิซาตที่จะนำเสนอต่อไปนี้  ได้ถูกรายงาน
สืบทอดติดต่อกันมาจนกระทั่งถึง
ยุคตาบิอีนด้วยวิธีท่องจำ  และจดบันทึกไวเป็นลายลักษณ์อักษร  เป็นมรดกทอด
สืบต่อกันมาจนกระทั่งถึงยุคปัจจุบันหะดีษที่ถูกบันทึกไว้ในสมัยของท่านร่อซูลุลลอฮฺ
  โดยที่ข้อความเหล่านั้นถูกถ่ายทอดจากคนหนึ่งไปยังอีกคนหนึ่งซึ่งแต่ละคนล้วน
แต่มีลักษณะเป็นที่เชื่อถือได้  ด้วยการสืบต่อกันมาเช่นนั้นจนกระทั่งรายงานนั้นๆ
ได้มาถึงมือของผู้บันทึกหะดีษชั้นแนวหน้าเช่น  บุคอรีย์และมุสลิมเป็นต้น  ซึ่งท่าน
ได้รวบรวมเก็บรักษาไว้อย่างดี
จัดอันดับหะดีษไปตามสถานภาพของผู้รายงาน  และรวบรวมหะดีษไว้เป็นสัดส่วน 
ตัวอย่างเช่น
เรื่องน้ำที่พวยพุ่งจากซอกนิ้วมือของท่านร่อซูล  และบรรดาศอหะบะฮฺจำนวนมาก
ได้ใช้อาบน้ำละหมาดและดื่ม
จึงนับเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น  รายงานโดยกลุ่มคนจำนวนมากเป็น มุตะวาติร  และ
เป็นไปไม่ได้ที่จะมีการรวมหัวกันโกหก ดังนั้น  เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเป็น
มัวะญิซะฮฺอย่างแน่นอน  ดังที่บรรดาศอหะบะฮฺผู้มีชื่อเสียงหลายท่านได้รายงาน
ไว้ดังเช่นท่านอนัส อิบนิมาลิก  ท่านญาบิร บิน อับดิลลาฮฺ  และท่านอิบนิมัสอู๊ด
ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุม นอกจากนั้นผู้บันทึกและรวบรวมหะดีษขั้นแนวหน้าก็ได้บันทึก
เรื่องดังกล่าวเอาไว้ด้วยเช่น
ท่านบุคอรีย์  มุสลิม  อิมามมาลิก  อิบนิชุอัยบฺ  และท่านกอตาดะฮฺ เป็นต้น
1 . ในบันทึกของท่านบุคอรีย์และมุสลิม  จากรายงานของท่านอนัส อิบนิ มาลิก 
ระบุว่า  ท่านนบี   ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมนำภาชนะมาใบหนึ่ง  ขณนั้นท่านอยู่ที่
'เซาวฺร๊ออฺ'  (เป็นที่ราบสูงใกล้มัสยิดนบี)  ท่านนบีจุ่มนิ้วลงไปในภาชนะ  ทันใดนั้นก็มี
น้ำพุ่งออกมาจากซอกนิ้วของท่าน  ผู้คนจึงใช้น้ำนั้นอาบน้ำละหมาด '  ท่านกอตาดะฮฺ
เล่าว่าฉันถามท่านอนัสว่า  'พวกท่านมีกีคน'  ท่านอนัสตอบว่า 'มีประมาณสามร้อยคน'
(จากหนังสือ 'มิชกาตุลมะซอบี้ฮฺ'  ของท่าน  ตับรีย์ซีญ์  เล่ม3  หน้า182 
หะดีษหมายเลข 5909)
หะดีษนี้  ท่านอนัส อิบนิมาลิก  เป็นผู้รายงานแทนประชาชนจำนวน 300 คน 
จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะอ้างว่าคนทั้ง 300 คนนี้ไม่มีส่วนร่วมในการรายงาน  และเป็น
ไปไม่ได้อีกเช่นกันถ้าหากว่า  สมมุติว่าเรื่องดังกล่าวนี้มิได้เกิดขึ้นจริงแล้วคนทั้ง
300 คน  จะไม่คัดค้าน
2 . ในบันทึกของท่านบุคอรีย์และมุสลิม  จากรายงานของท่านซาเล็ม อิบนิ อบีซะอดฺ
  จากท่านญาบีร อิบนิ อับดิลลาฮฺอัลอันซอรีย์ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุมา  แจ้งว่า
' ในวันฮุดัยบียะฮฺนั้น  ท่านนบีอาบน้ำละหมาดจากน้ำในถุงหนังประชาชนก็
กรูกันเข้ามาหาท่าน  ท่านนบีจึงถามว่า ' มีอะไรเกิดขึ้นกับพวกท่านหรือ? 
พวกเขาตอบว่า  ' เราไม่มีน้ำดื่มไม่มีน้ำจะอาบน้ำละหมาด  นอกจากที่อยู่
ในมือของท่านเท่านั้น ' ท่านญาบิรเล่าว่า  ท่านร่อซูลจึงจุ่มมือลงไปในภาชนะ
ใส่น้ำที่ทำมาจากถุงหนังสัตว์ใบนั้น  ทันใดนั้นก็มีน้ำพวยพุ่งออกมาคล้ายตาน้ำ
  พวกเราจึงใช้ดื่มและอาบน้ำละหมาดท่านซาเล็มเล่าว่า  ' ฉันถามท่านญาบิรว่า '
พวกท่านมีกันกี่คน'  ท่านญาบิรกล่าวว่า ' สมมุติว่ามีถึงหนึ่งแสนคนน้ำนั้นก็พอใช้
  แต่ขณะนั้นพวกเรามีอยู่หนึ่งพันห้าร้อยคน '
จากหนังสือ มิชกาตุลมะซอบี้ฮฺ  ของท่าน ตับรีย์ซีย์  เล่ม 3  หน้า 170 หะดีษ
หมายเลข 5882
ลองพิจารณาดูซิว่า  ตามความหมายของเหตุการณ์นี้แสดงว่ามีผู้รายงานจำนวน
ถึงหนึ่งพันห้าร้อยคน  ซึ่งแต่ละท่านล้วนแต่เป็นศอหะบะฮฺผู้ที่เสียสละทรัพย์สินและ
ชีวิตของตน  ตลอดจนบิดามารดาและญาติพี่น้องไปในหนทางของอัลลอฮฺจึงเป็น
ไปไม่ได้ว่าบรรดาผู้ประเสริฐสุดเหล่านั้นจะรวมหัวกันโกหก  และถ้าหากว่าเป็นเรื่อง
กุขึ้นมา  บรรดาศอหะบะฮฺเหล่านั้นจะไม่คัดคล้านกระนั้นหรือ?  ทั้งๆที่ท่านเหล่านั้น
ทราบถึงโอวาทของท่านร่อซูลที่ว่า' ผู้ใดกล่าวเท็จต่อฉันโดยเจตนา  เขาก็จงเตรียม
ตัวของเขาไว้ในนรกเถิด'  แต่ก็ไม่ปรากฎว่า  มีผู้ใดคัดคล้านในเรื่องนี้เลยยิ่งไป
กว่านั้นทุกๆท่านก็ยังยอมรับด้วยความภูมิใจ
ดังนั้นจึงเท่ากับว่า  บรรดาศอหะบะฮฺทั้งหนึ่งพันห้าร้อยคนนั้นมีส่วนในการยืนยัน
รายงานหะดีษ  ดังกล่าวด้วยเช่นกัน
3. ในบันทึกศ่อฮี้ฮฺหลายเล่ม  รวมทั้งของบุคอรีย์และมุสลิม  เมื่อกล่าวถึงการรบที่
'บะว๊าฎ' (ใกล้กับยันบูอฺ)
ท่านญาบิรกล่าวว่า  ' ท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  กล่าวกับฉันว่า
' โอ้ญาบิร  บอกให้ใครเอาน้ำมาให้ฉันอาบน้ำละหมาดหน่อย ' ท่านญาบิรก็บอก
ให้คนหนึ่งเอาน้ำมาให้ท่านนบี  แต่ก็ได้รับแจ้งว่า ขณะนั้นมีน้ำเหลืออยู่เล็กน้อย
เท่านั้น  จึงนำมาให้ท่านนบี  แต่ก็ได้รับแจ้งว่า  ขณะนั้นมีน้ำเหลืออยู่เล็กน้อย
เท่านั้น  จึงนำมาให้ท่านนบีท่านนบีจึงเอามือจุ่มลงไปในภาชนะพร้อมกับกล่าว
คำว่าอย่างไรนั้นได้ยินไม่ค่อยถนัด  ต่อจากนั้นท่านก็พูดว่าให้ใครเอาภาชนะใหญ่ๆ
มาสักใบหนึ่ง  มีผู้นำมาให้และฉันก็นำไปวางไว้ตรงหน้าท่านนบี  และในบันทึกนั้น
ระบุว่าท่านนบีก็วางมือลงไปในภาชนะนั้น  กางนิ้วมือออก  แล้วท่านญาบิรก็เอาน้ำ
ที่เหลืออยู่เล็กน้อยนั้นรดไปที่มือของท่านนบีพร้อมกับกล่าวว่า ' บิสมิลลาฮฺ' 
ทันใดนั้น  ฉัน(ญบิร)ก็เห็นน้ำพวยพุ่งออกมาจากซอกนิ้วมือของท่านนบีจนกระทั่ง
เต็มภาชนะใบใหญ่นั้น  ท่านจึงเรียกประชาชนให้มาดื่มน้ำจากภาชนะนั้นจนอิ่ม 
ฉันจึงถามอีกว่า  มีใครต้องการใช้น้ำอีกไหม?เมื่อไม่มีผู้ใดต้องการ  ท่านร่อซูล
จึงยกมือของท่านขึ้นจากภาชนะนั้นโดยที่ยังมีน้ำเหลืออยู่เต็ม'สิ่งมหัศจรรย์ดังกล่าว
  นับเป็นรายงาน  มุตะวาติร  โดยพฤตินัย  เพราะท่านญาบิรมีสิทธิรายงานแทน
กลุ่มชนทั้งหมดในที่นั้นเพราะท่านเป็นผู้รับใช้ท่านร่อซูลในขณะนั้น  ท่านจึงทราบ
เหตุการณ์ทั้งหมดได้ดี
ส่วนรายงานของท่านอิบนิ มัสอู๊ด ที่ว่า  ' แท้จริงฉันเห็นน้ำพวยพุ่งออกมาจาก
ซอกนิ้วจองท่านร่อซูล  ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม(จากหนังสือ ศ่อฮี้ฮฺบุคอรีย์
เล่ม 4 หน้า 235 )นั้น  เมื่อบรรดาศอหะบะฮฺระดับอาวุโสเช่นท่านอนัส  ท่านญาบิร 
ท่านอิบนิ มัสอู๊ดร่อฎิยัลลอฮุอันฮุม  ได้รายงานไว้ด้วยถ้อยคำของท่านที่ว่า 
' ฉันเห็น '  แล้วจะเป็นไปได้ละหรือที่จะพูดว่าคนอื่นๆที่อยู่ในเหตุการณ์ครั้งนั้น
  จะไม่เห็น '
จากตัวอย่างทั้งสามข้างต้นนี้  นับเป็นการยืนยันสนับสนุนซึ่งกันและกัน  ทำให้
มั๊วญิซะฮฺที่เกิดขึ้นนั้นเป็นเหตุการณ์ที่มีน้ำหนักเป็นการรายงานของกลุ่มชน
โดยพฤตินัยว่า  ' มีน้ำพวยพุ่งออกมาจากซอกนิ้วมือของท่านนบีจริงๆ ' 
และนับว่าเป็นมั๊วญิซะฮฺที่ยิ่งใหญ่กว่าที่เกิดขึ้นกับนบีมูซา  ที่ให้มีน้ำพุ่งออกมา
จากซอกหินสิบสองสาย  แต่มีน้ำพวยพุ่งออกมาจากเนื้อและกระดูกของมนุษย์ 
จึงนับว่าเป็นสิ่งมหัศจรรย์เป็นอย่างยิ่ง
4 . ท่านอิมามมาลิกได้บันทึกไว้ในตำราของท่านที่ชื่อ 'มุวัฎเฎาะฮฺ' ว่า 
มีรายงานจากท่านมุอ๊าช อิบนิ ญะบัล
ในคราวสงครามตะบู๊กว่า 'พวกเรามาถึงบ่อน้ำแห่งหนึ่งมีน้ำไหลอยู่รินๆ  ท่านร่อซูล
จึงใช้ให้กักน้ำไว้
พวกเราจึงใช้มือวักน้ำใส่ภาชนะ  ท่านร่อซูลจึงล้างหน้าและมือทั้งสองข้าง
แล้วก็เทน้ำที่เหลือกลับลงไปในบ่อ
ตามเดิม  ทันใดนั้นน้ำในบ่อก็ไหลบ่าออกมามากมาย  พวกเรา  จึงได้ใช้น้ำนั้น
กันทั่วหน้า'
และตามรายงานของอิบนิอิสฮาก  แจ้งว่า 'สายน้ำนั้นไหลออกมาแรงมาก 
มีเสียงดังเหมือนกับฟ้าผ่า
ท่านร่อซุลกล่าวว่า  'โอ้มุอ๊าช  หากท่านมีชีวิตยืนยาวต่อไป  ท่านจะเห็นว่า
สถานที่ตรงนี้จะมีส่วนเกิดขึ้น
แล้วมันก็เกิดขึ้นจริงๆ '
5 .  ในบันทึกของท่านบุคอรีย์  จากรายงานของท่านอัลบะร็ออฺและใน
บันทึกของมุสลิมจากรายงานของท่าน
ซะละมะฮฺ อิบนิ อัลก๊วะอฺ  และในศ่อฮี้ฮฺอื่นๆระบุว่า  'ในวันฮุดัยมิยะฮฺนั้น 
พวกเรามีจำนวนพันสี่ร้อยคน
และที่นั่นมีบ่ออยู่บ่อหนึ่ง  พวกเราจึงตักน้ำมาใช้จนแห้งบ่อ  ท่านนบีก็นั่งอยู่
ที่ปากบ่อ  ท่านได้เรียกให้ผู้หนึ่งนำน้ำมาให้
ท่านจึ่งใช้น้ำกลั้วปากแล้วก็บ้วนลงไปในบ่อนั้น  พวกเราที่อยู่รอบๆจึงตักน้ำ
ในบ่อขึ้นมาดื่มกินกันจนอิ่ม
(จากศ่อฮี้ฮฺบุคอรีย์ เล่ม 4 หน้า 234)
6 . ในบันทึกของท่านมุสลิมและฎอบรีย์  จากรายงานของท่านอบีกอตาดะฮฺกล่าวว่า
' ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  นำกำลังหนุนไปเสริมกองทัพที่ 'มุอฺตะฮฺ'
  เมื่อทราบว่าแม่ทัพมุสลิมถูกสังหาร ฉันได้นำภาชนะติดตัวสำหรับอาบน้ำละหมาด
ไปด้วย  ท่านนบีกล่าวแก่ฉันว่า  เก็บภาชนะนั้นไว้ให้ดี  เพราะประเดี๋ยว
จะต้องใช้งาน  พวกเรารู้สึกกระหายน้ำมาก(จำนวน72คน  บางรายงานจากฎ๊อบรีย์
ระบุว่า300คน)
ท่านร่อซูล จึงกล่าวว่า  หยิบภาชนะที่ใช้อาบน้ำละหมาดของท่านมาซิ  ฉันจึงหยิบ
ให้ท่าน  ท่านร่อซูลเอาปากของท่านจ่อที่ปากภาชนะนั้น  ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่า
ท่านเป่าลมเข้าไปหรืออย่างไร  ต่อจากนั้นคนทั้ง72คน  ก็เข้ามาดื่มน้ำจากภาชนะนั้น 
และบรรจุใส่ภาชนะของตนไว้แล้ว  ฉันก็เอาภาชนนั้นมาเก็บที่ดังเดิม'
7 . ในบันทึกของท่านบุคอรีย์และมุสลิม  จากรายงานของท่าน อิมรอน อิบนิ ฮุศอยน์
  ว่า
' ขณะที่ท่านนบีและศอหะบะฮฺ เดินทาง  ก็รู้สึกกระหายน้ำมาก  ท่านร่อซูลจึงสั่ง
ให้หยุดพัก  แล้วท่านก็เรียก
ท่านอาลีเข้ามาหาท่าน  แล้วท่านก็ให้เราออกไปหาน้ำ  และได้พบกับหญิง
คนหนึ่งแบกถุงที่ทำด้วยหนังอยู่สองถุงจึงนำตัวมาพบท่านนบี  ท่านนบีใช้ให้
นำภาชนะมาใบหนึ่ง  แล้วท่านก็ใช้ปากของท่าน  ทาบไปที่ปากถุงหนังทั้งสองถุงนั้น
  แล้วท่านนบีก็เรียกให้บรรดาศอหะบะฮฺมาเอาน้ำไปดื่ม  พวกเรารู้สึกงุนงงมาก
  พอท่านนบีเอาปากทาบลงไปน้ำก็จะเต็มถุงหนังนั้นทุกครั้ง  ท่านนบีสั่งให้บรรดา
ศอหะบะฮฺรวบรวมอาหารที่มีเหลืออยู่และแบ่งให้หญิงคนนั้นและให้ไปส่งนางจนถึง
ที่ๆอูฐของนางรออยู่  ท่านนบีกล่าวว่า
' เราไม่ได้ใช้น้ำของนางเลยแม้แต่น้อย  แต่อัลลอฮฺทรงเป็นผู้ประทานน้ำมาให้เราดื่ม
.'.....จนกระทั้งจบหะดีษ
ดูอัลมิซกาฮฺฯ เล่ม3 หน้า 170.171 หะดีษหมายเลข 5884)
8 . จากรายงานของท่านอิบนิคุซัยมฺเรื่องของท่านอุมัร ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ 
กับกองกำลังที่หิวกระหายขาดแคลน
ท่านเล่าว่าบรรดาทหารต่างก็กระหายน้ำมาก  จนกระทั้งมีคนหนึ่งเสนอว่าให้
เชือดอูฐเพื่อจะได้เอาน้ำในตัวอูฐมาให้ทหารได้ดื่มกินกัน  ท่านอุมัรจึงไปหาท่านนบี
  เพื่อให้ขอดุอาอฺ  ท่านนบีก็ยกมือทั้งสองข้างขึ้นขอดุอาฮฺต่ออัลลอฮฺไม่ทันที่ทั้ง
สองจะนำมือลง  ทันใดนั้นก็มีเมฆฝนตั้งเค้า  แล้วก็ตกมาในที่สุด  บรรดาทหารจึง
รองน้ำเก็บใส่ภาชนะจนเต็ม '(จากหนังสือ 'อัซซิฟาอฺ'  ของท่านกอฎิอิย๊าฎ เล่ม1
  หน้า290)
จากเรื่องดังกล่าว  บรรดาผู้เชี่ยวชาญทางหะดีษ  ได้ยืยยันว่าล้วนเป็นเหตุการณ์
ที่เกิดขึ้นก่อนถูกแต่งตั้งให้เป็นนบี
ดังนั้น  จึงนับได้ว่าเป็นเรื่องสำคัญที่อัลลอฮฺทรงให้เกิดขึ้นกับผู้ที่จะมาเป็นนบีของ
พระองค์และจนกระทั้งบัดนี้
นับเป็นระยะเวลาหลายพันปีแล้ว  และน้ำที่อะรอฟะฮฺก็ยังคงอยู่เช่นเดิม
ดังกล่าวมาทั้งหมด  นับเป็นตัวอย่างจากบรรดามั๊วญิซาตของท่านนบีเกี่ยงกับน้ำ 
ซึ่งมีไม่ถึงสิบตัวอย่าง
แต่ทั้งเก้าตัวอย่างนั้นมีผู้รายงานกันมามากเก้าสิบแหล่ง
ตัวอย่างที่หนึ่งถึงตังอย่างที่เจ็ดนั้น  เป็นรายงานที่แข็งแรงมีน้ำหนักมาก  เหมือนกับ
การรายงานของกลุ่มคนจำนวนมากโดยพฤตินัย  ส่วนตัวอย่างที่เหลือนั้นแม้จะไม่
แข็งแรงเท่าที่ควร  แต่ผู้มีความเชี่ยวชาญหะดีษได้บันทึกไว้หลายท่าน เช่น
ท่านบัยฮะกีย์  และท่านอัลฮากิม  และยังมีรายงานอื่นๆสนับสนุรายงานของท่านอุมัร
ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ(ในตัวอย่างที่8)เช่นมีรายงานว่า  'ทหารกระหายน้ำในระหว่างออกไปทำสงคราม  ท่านอุมัรจึงขอให้ท่านร่อซูลขอดุอาอฺท่านร่อซูลก็ขอดุอาอฺ  ทันใดนั้นก็มี
เมฆครึ้มและฝนก็ตกลงมาให้เห็นกับตา  แล้วจึงออกเดินทางต่อไป'(จากหนังสือ
'อัซซิฟาอฺ' ของท่านกอฎิอิย๊าฎ เล่ม3 หน้า128 บันทึกโดย บัยฮะกีย์และฮากิม
ว่า ศอฮี้ฮฺ)รายงานนี้จึงสนับสนุนรายงานในตัวอย่างที่แปด
ส่วนท่านอิบนุลเญาว์ซี้ย์  กล่าวว่า 'เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในสงครามบัดรฺ ดังใน
อัลกุรอานที่ระบุไว้มีความว่า  ซึ่งถูกประทานลงมาในสงครามบัดรฺ  ดังนั้นรายงาน
ดังกล่าวจึงไม่มีที่สงสัยใดๆ  เพราะอายะฮฺกุรอานได้อธิบายไว้อย่างชัดเจนแล้ว
และเป็นที่ทราบกันดีว่า  มีอยู่หลายครั้งที่ท่านร่อซูล  ยกมือขึ้นขอดุอาอฺแล้วฝนก็
ตกลงมาก่อนที่ท่านจะลกมือลงตามเดิมเสียอีกซึ่งนับได้ว่าเป็นมั๊วญิซาฮฺแท้ๆที่เดียว
  เพราะมีรายงานมุตะวาติรมากมายระบุว่าบางครั้งท่านนบีเคยยกมือขึ้นขอฝนบนมิมบัร
  แล้วฝนก็เทลงมาก่อนที่ท่านจะลดมือลงเสียอีก
 

 
 
zunman [110.168.67.xxx] เมื่อ 11/09/2013 18:02
5
อ้างอิง
. . . . ท่านร่อซูลเป็นผู้ขอชะฟาอะฮฺต่ออัลลอฮฺ
มีรายงานจากท่านอนัส ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุม  แจ้งว่า  ท่านร่อซูลศ็อลลัลลอฮุ
อะลัยฮิวะซัลลัม  กล่าวว่า' ในวันกิยามะฮฺ  ขณะที่ผู้ศรัทธาชุมนุมกัน 
พวกเขากล่าวว่า ' หากพวกเราขอชะฟาอะฮฺพระเจ้าของเรา '
พวกเขาก็จะมาหาท่านนบีอาดัม  และกล่าวว่า ' ท่านเป็นบิดาแห่งมนุษย์ชาติ
อัลลอฮฺทรงสร้างท่านด้วยพระหัตถ์ของพระองค์  และอัลลอฮฺยังสั่งให้บรรดา
มะลาอิกะฮฺสุญูดต่อท่านและสอนให้ท่านรู้จักชื่อต่างๆ  ดังนั้นโปรดขอชะฟาอะ
ต่ออัลลอฮฺพระเจ้าของท่านให้แก่พวกเราด้วยเถิดเพื่อพระองค์จะทรงให้เราพ้น
จากสภาพที่กำลังประสบอยู่นี้ 'ท่านนบีอาดัมจะตอบว่า ' ฉันมิได้อยู่ในฐานะที่
จะขอชะฟาอะฮฺได้ '  แล้วท่านก็เล่าถึงความผิดของท่าน
(ที่ได้ฝ่าฝืนอัลลอฮฺด้วยการกินผลไม้)  และเมื่อท่านนึกถึงความผืดนั้นแล้ว 
ท่านก็รู้สึกละอาย  จึงได้แนะนำบรรดาผู้ศรัทธาให้ไปหาท่านนบีนู้ฮ  โดยกล่าวว่า
  ' แท้จริงนู้ฮฺนั้นเป็นนบีคนแรกที่อัลลอฮฺได้ทรงส่งมายังมนุษย์ชาติ '
จากนั้นบรรดาผู้ศรัทธาก็จะมาหาท่านนบีนู้ฮฺ  และขอให้ท่านนบีนู้ฮฺขอชะฟาอะฮฺ
ให้พวกเขาเหมือนกับที่ได้ขอกับนบีอาดัมนบีนูฮฺตอบว่า ' ฉันมิได้อยู่ในฐานะที่จะ
ขอชะฟาอะฮฺได้ '  และท่านก็นึกถึงคำถามที่ท่านเคยถามอัลลอฮฺ
(เกี่ยวกับบุตรของท่าน)  ท่านรู้สึกละอายเมื่อนึกถึงเรื่องนั้น  ท่านจึงกล่าวแก่บรรดา
ผู้ศรัทธาว่า' จงไปหาค่อลิลุลเราะฮฺมาน ( ท่านนบีอิบรอฮีม )  เถิด '
บรรดาผู้ศรัทธาจึงไปหาท่านนบีอิบรอฮีม  และขอให้ท่านขอชะฟาอะฮฺเหมือนกับ
ที่ได้ไปพบกับนบีอาดัมและนบีนู้ฮฺนบีอิบรอฮีมก็ตอบว่า ' ฉันมิได้อยู่ในฐานะที่จะ
ขอชะฟาอะฮฺได้  พวกท่านจงไปหามูซา  เพราะเป็นบ่าวที่อัลลอฮฺมี
พระดำรัสด้วย 'บรรดาผู้ศรัทธาก็จะมาหาท่านนบีมูซาเพื่อให้ขอชะฟาอะฮฺต่ออัลลอฮฺ
ให้  นบีมูซาก็จะกล่าวแก่พวกเขาว่า' ฉันมิได้อยู่ในฐานะที่จะขอชะฟาอะฮฺได้ ' 
ท่านจะกล่าวถึงการที่ท่านได้ฆ่าคนคนหนึ่งซึ่งมิใช่เป็นการทดแทนชีวิตกันท่านจึงรู้สึก
ละอายพระผู้เป็นเจ้าของท่าน  จึงบอกให้บรรดาผู้ศรัทธา  ให้ไปหาอีซา อะลัยฮิสสะลาม
  ผู้เป็นบ่าวและเป็นร่อซูลของอัลลอฮฺ  เป็นประกาศิตหนึ่งของอัลลอฮฺบรรดาผู้ศรัทธา
ก็จะไปหาท่านนบีอีซา  ท่านก็ตอบว่า ' ฉันไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะขอชะฟาอะฮฺได้
'และท่านจะกล่าวแก่บรรดาผู้ศรัทธาว่า ' จงไปหาท่าน มุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม
ผู้เป็นบ่าวที่อัลลอฮฺทรงอภัยโทษในความผิดที่จะมีขึ้นในภายภาคหน้าและในอดีต
ที่ผ่านมา 'บรรดาผู้ศรัทธาก็จะมาหาท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม 
เพื่อขอให้ช่วยขอชะฟาอะฮฺต่ออัลลอฮฺ ท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม 
ก็กล่าวว่า ' และเมื่อบรรดาผู้ศรัทธาจะมาหาฉัน  และฉันก็จะออกไป
เพื่อจะขออนุญาตต่อพระผู้เป็นเจ้าของฉัน  แล้วพระองค์ก็ทรงอนุญาตแก่ฉัน
เมื่อฉันเห็นพระผู้เป็นเจ้าของฉัน  ฉันก็ก้มลงสุญูด  พระองค์ทรงปล่อยให้ฉันสุญูด
อยู่นานตามที่พระองค์ทรงประสงค์แล้วจะมีเสียงกล่าวขึ้นว่า  ' จงเงิยศีรษะของ
เจ้าขึ้นเถิด  จงขอเถิด  เจ้าจะได้รับ  และจงพูดเถิด  คำพูดของเจ้าจะถูกรับฟัง
และจงขอชะฟาอะฮฺเถิด  เจ้าก็จะได้รับชะฟาอะฮฺนั้น '  แล้วฉันก็เงยศีรษะขึ้น 
และจะกล่าวสรรเสริญพระองค์ด้วยถ้อยคำสรรเสริญที่พระองค์ทรงสอนให้ฉัน 
แล้วฉันก็จะขอชะฟาอะฮฺ  โดยมีการกำหนดจำนวนผู้ที่จะได้รับชะฟาอะฮฺของฉัน
และฉันจะนำผู้ที่ได้รับชะฟาอะฮฺจำนวนดังกล่าวเข้าสวรรค์   แล้วฉันก็จะกลับไป
หาพระองค์อีก  เมื่อฉันเห็นพระเจ้าของฉันฉันก็จะสุญูดดังที่ได้กระทำมาก่อน
  แล้วฉันก็จะขอชะฟาอะฮฺ  โดยมีการกำหนดจำนวนผู้ที่จะได้รับชะฟาอะฮฺจำนวน
หนึ่งและฉันก็จะพาเขาเหล่านั้นเข้าสวรรค์  และฉันก็จะกลับไปหาพระองค์ในครั้ง
ที่สามและครั้งที่สี่เพื่อขอชะฟาอะฮฺดังที่ได้กระทำมาแล้ว  ภายหลังจากนั้นฉันจะ
กล่าวว่า  ไม่มีผู้ใดคงหลงเหลืออยู่ในนรกนอกจากผู้ที่อัลกุรอานได้กำหนดขีดขั้นไว้
'  (เขาเหล่านั้นเป็นชาวนรก  และจะอยู่ในนรกตลอดกาลเท่านั้น
ซึ่งพวกนี้ไม่มีทางที่จะได้ออกจากนรกโดยเด็ดขาด)บันทึกโดย  บุคอรีย์และมุสลิม
 
. . . . ว่าด้วยความประเสริฐของซัยยิดิลมุรสะลีน
. . . ท่านนบี มุฮัมมัดเป็นร่อซูลท่านสุดท้าย
มีรายงานจากท่านอบูฮุรอยเราะฮฺ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ  แจ้งว่า
ท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  กล่าวว่า  ' อุปมาฉันกับบรรดาอัมบิยาอฺ
ท่านก่อนๆอุปมัยดั่งพระราชวังหลังหนึ่งที่ถูกสร้างขึ้นอย่างสวยงาม  เหลือเพียง
เท่าที่อิฐก้อนหนึ่งที่ถูกเว้นว่างไว้ผู้คนก็เดินชมรอบๆพระราชวังนั้น  ด้วยความรู้สึก
ชื่นชอบในความงามของมันเว้นแต่ที่ช่องโหว่สำหรับอิฐก้อนนั้น  และฉันก็คือผู้อุด
ช่องโหว่ของอาคารแห่งนั้นอาคารนั้นก็สมบูรณ์เพราะฉัน  และบรรดาร่อซูลก็สิ้นสุด
ลงโดยฉัน 'บางรายงานระบุว่า  ' ฉันคืออิฐก้อนนั้น  และฉันเป็นคนสุดท้ายแห่ง
บรรดานบีทั้งหลาย 'บันทึกโดย อัลบุคอรีย์และมุสลิม
 
ประชาชาตอิสลามจะเป็นพยานแก่ประชาชาติอื่นๆในวันกิยามะฮฺ
มีรายงานจากท่านอบีสะอี๊ด อัลคุดรีย์ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ  แจ้งว่า  ท่านร่อซูล
ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมกล่าวว่า ' ท่านนบีนู้ฮฺจะถูกเรียกมาในวันกิยามะฮฺ
แล้วอัลลอฮฺจะทรงถามว่า' ' เจ้าเผยแผ่สาส์นของอัลลอฮฺหรือไม่? '
'  ท่านนบีนู้ฮฺตอบว่า ' เผยแผ่แล้วครับ  โอ้พระเจ้าของข้าพระองค์ 
'และประชาชาติของท่านนบีนู้ฮฺจะถูกถามว่า  ' นู้ฮฺได้เชิญชวนพวกเจ้าหรือไม่?
'พวกเขาจะตอบว่า ' ไม่มีผู้ประกาศศาสนาท่านใดมายังพวกเราเลย '
อัลลอฮฺจะทรงถามท่านนบี
นู้ฮฺว่า  ' ' มีใครเป็นพยานให้เจ้าบ้าง ' ' ท่านนบีนู้ฮฺจะตอบว่า ' พยานของฉัน
คือท่านมุฮัมมัด
ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม และประชาชาติของเขา ' และท่านร่อซูล
ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมกล่าวต่อไปว่า ' พวกท่าน(ประชาชาติมุสลิม)
จะถูกนำมาเป็นพยานให้แก่ท่านนบีนู้ฮฺและท่านได้อ่านดำรัสของอัลลอฮฺที่มีความว่า
' ' และในทำนองเดียวกันเราได้ให้พวกเจ้า(มุสลิม)เป็นประชาชาติที่เป็นกลาง
  เพื่อพวกเจ้าจะได้เป็นสักขีพยานแก่มนุษย์ทั้งหลาย  และร่อซูล(มุฮัมมัด)ก็จะ
เป็นสักขีพยานแก่พวกเจ้า ' '(อัลบะกอเราะฮฺ อายะฮฺที่143)  บันทึกโดยอัลบุคอรีย์
 
. . . . ท่านร่อซูลเป็นสักขีพยานแก่ประชาชาตทั้งหลาย
มีรายงานจากท่านอบีสะอี๊ด อัลคุดรีย์  กล่าวว่า  ท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม
กล่าวว่า ' ในวันกิยามะฮฺ  ผู้ที่เป็นนบีจะมาพร้อมกับสาวกของตน  เพียงคนหนึ่ง
หรือสองคนหรือมากกว่านั้น  กลุ่มชนของนบีแต่ละท่านจะถูกเรียกมาและจะมีผู้ถาม
พวกเขาว่า' นบีท่านนี้ได้เชิญชวนพวกเจ้าหรือไม่ ' พวกเขาจะตอบว่า  ' ไม่เคย
เชิญชวนพวกเราเลย 'และจะมีผู้ถามนบีท่านนั้นๆว่า  ' เจ้าได้เชิญชวนหมู่คณะหรือไม่? '
  นบีท่านนั้นจะตอบว่า' ข้าพระองค์ได้เชิญชวนพวกเขาแล้ว  ' นบีท่านนั้นจะถูกถาม
ต่อไปอีกว่า' มีใครเป็นพยานให้แก่เจ้า? ' นบีท่านนั้นจะตอบว่า ' พยานของฉันคือ
มุฮัมมัดและประชาชาติของเขา'
แล้วท่านนบีมุฮัมมัดและประชาชาติของท่านก็จะถูกเรียกมาถามว่า  ' นบีผู้นี้ได้เชิญ
ชวนหมู่คณะของเขาหรือไม่?  ' พวกนั้นจะตอบว่า ' ใช่ครับ ' เขาได้เชิญชวน
ประชาชาติของเขาแล้ว 'และยังถามต่อไปอีกว่า ' พวกเจ้ารู้ได้อย่างไร?
' พวกเขาตอบว่า ' นบีของเรา(มุฮัมมัด)ได้มายังพวกเราและแจ้งให้ทราบว่า 
บรรดาร่อซูลท่านก่อนๆได้ทำหน้าที่เชิญชวนหมู่คณะของเขาแล้ว '
ดังกล่าวนี้จึงสมกับดำรัสของอัลลอฮฺที่มีความว่า
' ' และในทำนองเดียวกัน เราได้ให้พวกเจ้าเป็นประชาชาติที่เป็นกลาง
เพื่อพวกเจ้าจะได้เป็นสักขีพยานแก่มนุษย์ทั้งหลาย  และร่อซูล(มุฮัมมัด)
ก็จะเป็นพยานแก่พวกเจ้า ' ' อัลบะกอเราะฮฺ อายะที่143
บันทึกโดยอะฮฺหมัด  และท่าน อัลอัลบานีย์กล่าวว่าเป็นหะดีษศ่อฮี้ฮฺ
 
 
zunman [110.168.67.xxx] เมื่อ 11/09/2013 18:03
6
อ้างอิง
 . . . . . . การผ่าอกท่านร่อซูล
มีรายงานจากท่านมาลิก บิน เศาะศ่ออะฮฺ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ  แจ้งว่า 
ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม
กล่าวว่า '' ขณะที่ฉันอยู่ที่กะฮฺบะฮฺในสภาพกำลังเคลิ้มๆอยู่นั้น  มีชายคนที่อยู่
ตรงกลางระหว่างสองคนได้มาหาฉัน  และนำอ่างทองคำบรรจุไว้ด้วยความรู้และอีมาน
  แล้วเขาก็ผ่าฉันตั้งแต่คอเรื่อยมาจนถึงท้อง
ใช้น้ำซัมซัมล้างหัวใจ  แล้วบรรจุความรู้และอีมานไว้จนเต็มเปี่ยม  ต่อจากนั้นก็ได้นำ
' บุร็อก ' มาให้ฉันซึ่งเป็นคล้ายสัตว์ชนิดหนึ่ง  มีขนาดเล็กกว่าล่อ  ใหญ่กว่าลา
  แล้วฉันก็ขึ้นนั่งพาหนะนั้นไปพร้อมกับญิบรีล
อะลัยฮิสสลาม  จนกระทั้งถึงฟ้าแห่งดุลยา  มีเสียงถามว่า ' นี่เป็นใคร? ' และมีเสียง
ตอบว่า 'นี่คือ ญิบรีลมีเสียงถามอีกว่า ' มีใครมากับท่าน?' มีเสียงตอบว่า 'มุฮัมมัด' 
มีเสียงถามอีกว่า ' มุฮัมมัดที่ถูกแต่งตั้งใช่ไหม? '
ญิบรีลตอบว่า 'ใช่แล้ว'  มีเสียงพูดว่า 'ยินดีต้อนรับและการมาของท่านนั้น
นับเป็นการมาที่ดี'แล้วฉันก็มาหาท่านนบีอาดัม อะลัยฮิสสลาม  ให้สลามท่าน 
และท่านก็กล่าวว่า ' ยินดีต้อนรับท่านในฐานะที่เป็นลูกและเป็นนบี
แล้วฉันก็มายังฟ้าชั้นที่สอง  เมื่อมาถึง  ก็มีเสียงถามขึ้นว่า 'นี่เป็นใคร?'  มีเสียง
ตอบว่า  'คือญิบรีล ' มีเสียงถามอีกว่า'มีใครมากับท่าน?'  ญิบรีลตอบว่า 'มุฮัมมัด' 
ต่อจากนั้นก็มีการสอบถามและแสดงความยินดีเช่นเดียวกับในฟ้าชั้นที่หนึ่งแล้วฉัน
ก็มาหา  ยะฮฺยาและอีซา อะลัยฮิมัสสลาม  ให้สลามแก่ท่านทั้งสอง  แล้วท่านทั้ง
สองก็กล่าวว่า  'ยินดีต้อนรับท่านในฐานะที่เป็นน้องและเป็นนบี'
แล้วฉันกับญิบรีลก็มายังฟ้าชั้นที่สาม  มีการสอบถามและกล่าวต้อนรับเหมือน
กับชั้นฟ้าที่หนึ่งและฟ้าชั้นที่สองแล้วฉันก็มาหายูซุบ อะลัยฮิสสลาม  และให้สลาม
แก่ท่าน  ท่านก็กล่าวว่า 'ยินดีต้อนรับในฐานะที่เป็นน้องและเป็นนบี'
ต่อจากนั้นเราได้มายังฟ้าชั้นที่สี่  มีการสอบถามและกล่าวต้อนรับเหมือนก่อนๆ 
แล้วฉันก็มาหาอิดรีสอะลัยฮิสสลาม  และให้สลามแก่ท่าน  ท่านกล่าวแก่ฉันว่า
'ยินดีต้อนรับในฐานะที่ท่านเป็นน้องและเป็นนบี'
ต่อจากนั้นเราได้มายังฟ้าชั้นที่ห้า  มีการสอบถามและกล่าวต้อนรับเหมือนก่อนๆ 
แล้วฉันก็มายังฮารูนอะลัยฮิสสลาม  และให้สลามแก่ท่าน  ท่านกล่าวแก่ฉันว่า
'ยินดีต้อนรับในฐานะที่ท่านเป็นน้องและเป็นนบี'
ต่อจากนั้นเราได้มายังฟ้าชั้นที่หก  มีการกล่าวสอบถามและกล่าวต้อนรับเหมือน
ก่อนๆ  แล้วฉันก็มาหามูซาอะลัยฮิสสลาม  ให้สลามแก่ท่าน  และท่านกล่าวว่า
'ยินดีต้อนรับในฐานะที่เป็นน้องและเป็นนบี'
เมื่อฉันผ่านมูซาไปท่านก็ร้องไห้  จึงมีเสียงถามขึ้นว่า 'อะไรทำให้ท่านร้องไห้?' 
มูซากล่าวว่า
' โอ้พระเจ้าของข้าพระองค์  ชายหนุ่มผู้นี้ที่พระองค์ทรงแต่งตั้งเขาต่อจากข้า
พระองค์  ประชาชาติของเขา
จะได้เข้าสวรรค์มากกว่าประชาชาติของข้าพระองค์  และมีฐานะตำแหน่งที่ดีกว่า
'ต่อจากนั้นเราได้มายังชั้นฟ้าที่เจ็ด  มีการสอบถามและกล่าวต้อนรับเหมือนก่อนๆ 
ฉันก็มาหาอิบรอฮีมอะลัยฮิสสลาม  และให้สลามแก่ท่าน  และท่านก็กล่าวว่า
'ยินดีต้อนรับในฐานะที่ท่านเป็นลูกและเป็นนบี'
ท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมกล่าวว่า  ต่อมา บัยตุล มะอฺมู๊รฺ ได้ถูก
นำมาให้ฉัน  ฉันถามญิบรีลท่านก็ตอบว่า  นี่คือ บัยตุล มะอฺมู๊รฺ  ซึ่งแต่ละวันจะมี
มลาอิกะฮฺมาละหมาดที่นี่ถึงเจ็ดหมื่นท่าน  โดยที่ท่านเหล่านั้นเมื่อออกไปแล้วก็
จะไม่หวลกลับมาอีก(แต่จะมีมลาอิกะฮฺกลุ่มอื่นๆเข้ามาแทน)
และท่านร่อซูลก็กล่าวว่า  'ซิดร่อตุลมุนตะฮา' ได้ถูกนำมาที่ฉัน  ซึ่งผลของมันมี
ขนาดใหญ่กว่าไหในเมือง 'ฮะญัร'ใบของมันมีขนาดเท่ากับหูช้าง  ที่โคนต้นซิดเราะฮฺ
นี้เป็นต้นน้ำของแม่น้ำสี่สาย  ซึ่งสองสายนั้นมองไม่เห็นแต่เห็นได้ด้วยตาเพียงสองสาย
  ฉันได้ถามญิบรีล  ท่านตอบว่า  'แม่น้ำสองสายที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่านั้นอยู่
ในสวรรค์  ส่วนที่มองเห็นนั้นคือแม่น้ำ'ฟุร็อต'  หรือแม่น้ำ'ไทรกรีส'  และแม่น้ำ
'ไนล์'ท่านร่อซูลกล่าวว่า  แล้วละหมาด 50 เวลา ก็ถูกกำหนดให้แก่ฉัน
(และประชาชาตของฉัน)
ครั้นเมื่อกลับมาก็ผ่านมูซาอีกครั้ง  นบีมูซาถามว่า 'ทำอะไรบ้าง?'  ฉันตอบว่า
 'มีกำหนดให้ฉันละหมาด 50 เวลา'
นบีมูซาจึงพูดว่า 'ฉันรู้ดีกว่าท่านว่า มนุษย์มีสภาพอย่างไร?  ฉันเคยประสบปัญหานี้
อย่างหนักมาแล้ว
ในหมู่บะนีอิสรออีล  แน่นอนเหลือเกินประชาชาติของท่านจะรับภาระในเรื่อง
ละหมาด 50 เวลานี้ไม่ไหวจงกลับไปหาพระเจ้าของท่านใหม่  ขอให้พระองค์
ทรงลดหย่อนผ่อนผันแก่ท่านด้วยเถิด'  ท่านร่อซูลกล่าวว่า
'ฉันจึงกลับไปหาพระเจ้าผู้ทรงเกรียงไกรและทรงสูงส่งอีกครั้งหนึ่ง  เพื่อขอให้
พระองค์ทรงผ่อนผันให้พระองค์ก็ทรงลดให้เหลือ 40 เวลา  แต่ท่านนบีมูซาก็
พูดเหมือนเดิมอีก ฉันก็กลับไปหาพระเจ้าเพื่อขอผ่อนผันอีก
และพระองค์ก็ทรงลดให้เหลือ 30 เวลา  เมื่อฉันมาที่มูซาท่านก็พูดกับฉันเหมือนเดิม
  ฉันจึงกลับไปหาพระเจ้า
เพื่อขอผ่อนผันอีก  และพระองค์ก็ทรงลดให้เหลือเพียง 20 เวลา  ต่อมาก็ลดลง
เรื่อยๆจนเหลือ 10 และเหลือ 5 เวลา
ในที่สุด  เมื่อฉันมาหาท่านนบีมูซา  และแจ้งให้ท่านทราบ  อัลลอฮฺทรงผ่อนผัน
เวลาละหมาดให้เหลือเพียง 5 เวลาเท่านั้น  ท่านนบีมูซา  ก็ยังใช้ให้ฉันไปขอลด
หย่อนเรื่องละหมาดลงอีก  ฉันกล่าวว่า
' ฉันละอายพระเจ้าของฉันที่ต้องเทียวไปเทียวมาหลายครั้ง  เพื่อขอลดหย่อน
ผ่อนผันเวลาละหมาด
และมีเสียงเรียกดังมาว่า  ' ' แน่แท้ข้า(อัลลอฮฺ)ได้กำหนดเป็นฟัรฎูให้ละหมาด
5 เวลาแล้วและได้ลดหย่อนให้แก่บ่าวของข้าแล้ว  และข้าจะตอบแทนการทำ
ความดีหนึ่งนั้นถึงสิบเท่า ' '
( บันทึกโดย บุคอรีย์  มุสลิม  ติรมิซีย์  อะหมัด  และ อันนะซาอีย์ )
หะดีษข้างต้นนี้  แสดงให้เห็นถึงความโปรดปรานของอัลลอฮฺ  ที่ประทานให้แก่
ท่านนบีมุฮัมมัดศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  ซึ่งปรากฎชัดเจนตามข้อความที่
พระองค์ได้ส่งญิบรีลและมะลาอิกะฮฺ
อีกสองท่านมาหาท่านนบีในรูปของมนุษย์เพื่อผ่าหน้าอกและใช้น้ำซัมซัมล้าง
หัวใจ และบรรจุวิชาความรู้และอีมานเข้าไปดังกล่าวนี้ชี้ให้เห็นว่า  การผ่าอกนั้น
ก็เพื่อให้หัวใจของท่านร่อซูลมีแต่อีมานและความร้เท่านั้น
เหตุการณ์การผ่าอกของท่านร่อซูลนั้นมีปรากฎอยู่ในตำราหะดีษและตำราประวัติ
ของท่านนบีอยู่มากมายพอสรุปได้ดังต่อไปนี้
1 . ท่านอิมามมุสลิม  ได้บันทึกไว้ตามรายงานดังต่อไปนี้  'ในระหว่างที่ท่านร่อซูล
กำลังวิ่งเล่นอยู่กับบรรดา
เพื่อนเด็กๆ  ญิบรีลก็ได้มาหาท่าน  และจับท่านหงายหลัง  ญิบรีลได้ผ่าหัวใจและ
นำก้อนเลือดออกมาแล้ว
กล่าวว่า  นี่เป็นส่วนหนึ่งของชัยฎอน  ต่อจากนั้นก็ล้างหัวใจด้วยน้ำซัมซัมใน
อ่างทองคำ  แล้วก็ประกบหัวใจ
ให้เข้าที่ติดกัน  แล้วก็นำมาใส่ไว้ที่เดิม  บรรดาเด็กๆที่อยู่ก็พากันวิ่งมาหาแม่นม
ของท่านนบีพลางตระโกนว่า
'มุฮัมมัดถูกฆ่าแล้ว'  หลังจากนั้น  มุฮัมมัดก็เดินกลับมาถึงบ้านพอดีด้วยใบหน้า
ถอดสีเหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นขณะที่ท่านนบีมีอายุได้ 4 ปี
2 . ตามรายงานที่อิมามอะฮฺมัด อิบนิฮิบบาน  อัลฮากิม  และอิบนิ อะซากิร 
ได้บันทึกไว้จากรายงานของท่าน
อุบัย อิบนิ กะอฺ  ว่า  'ท่านอบูฮุรอยเราะฮฺ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ  เป็นคนกล้าถามท่านร่อซูล
  ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม
ถึงบางเรื่องที่คนอื่นไม่กล้าถาม  ท่านอบูฮุรอยเราะฮฺถามว่า 'โอ้ท่านร่อซูล 
ท่านพบเห็นอะไรบ้างในช่วงชีวิตวัยเด็ก
ซึ่งชี้ให้เห็นว่าท่านจะได้เป็นนบี?  เมื่อท่านนบีได้ยินเช่นนั้น  ท่านก็นั่งลงแล้วกล่าวว่า 
'ครั้งหนึ่งขณะที่ฉันอายุ 10 ปีกับอีกไม่กี่เดือน  ขณะที่กำลังนั่งอยู่ในทะเลทราย
2 . ตามรายงานที่อิมามอะฮฺมัด อิบนิฮิบบาน  อัลฮากิม  และอิบนิ อะซากิร  ได้บันทึกไว้จากรายงานของท่าน
อุบัย อิบนิ กะอฺ  ว่า  'ท่านอบูฮุรอยเราะฮฺ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ  เป็นคนกล้าถาม
ท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมถึงบางเรื่องที่คนอื่นไม่กล้าถาม 
ท่านอบูฮุรอยเราะฮฺถามว่า 'โอ้ท่านร่อซูล  ท่านพบเห็นอะไรบ้างในช่วงชีวิตวัยเด็ก
ซึ่งชี้ให้เห็นว่าท่านจะได้เป็นนบี?  เมื่อท่านนบีได้ยินเช่นนั้น 
ท่านก็นั่งลงแล้วกล่าวว่า  'ครั้งหนึ่งขณะที่ฉันอายุ 10 ปีกับอีกไม่กี่เดือน
  ขณะที่กำลังนั่งอยู่ในทะเลทราย  ทันใดก็ได้ยินเสียงคนสองคนกำลังพูดกันดัง
ทางด้านเหนือศีรษะ
ว่า  ' คนนี้ใช่ไหมที่เราต้องการ? '  คนหนึ่งตอบว่า 'ใช่ '  แล้วคนทั้งสองได้เดิน
มาหาฉัน  ฉันไม่เคยเห็นหน้ามาก่อนแล้วทั้งสองก็ช่วยกันจับต้นแขนของฉันไว้
  แต่ฉันรู้สึกเหมือนว่าไม่มีใครจับฉันไว้เลย  คนหนึ่งพูดกับเพื่อนของเขาว่า'
จงจับเขานอนหงาย'  แล้วทั้งสองก็จับฉันนอนลงโดยมิได้ใช้กำลังบังคับ 
คนหนึ่งกล่าวแก่เพื่อนของเขาว่า' จงผ่าหน้าอกของเขา'  คนหนึ่งในสองคนนั้นก็ก้ม
ลงผ่าหน้าอกของฉัน  โดยที่ฉันไม่รู้สึกเจ็บปวดหรือมีเลือดไหล
ทั้งๆที่ฉันก็มองเห็นอยู่  แล้วเขากล่าวต่อไปอีกว่า  'จงเอาความเคียดแค้นและความ
อิจฉาริษยาออกไป'ว่าแล้วเขาก็เอาสิ่งที่คล้ายกับก้อนเลือดออกโยนทิ้งไป' 
อีกคนหนึ่งกล่าวว่า  'จงบรรจุความสงสารและความเอ็นดู
เมตตาลงไป'  แล้วก็จับนิ้วหัวแม่เท้าข้างขวาและกล่าวว่า  ' จงลุกขึ้นไปพร้อมกับ
ความปลอดภัยเถิด'
ฉันก็กลับไปในสภาพที่มีความรู้สึกสงสารผู้อยู่ในวัยเยาว์และเมตตาผู้สูงอายุ'
ตามรายงานข้างต้นนี้  แสดงว่าเหตุการณ์การผ่าหน้าอกท่าน
นบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม 
 นั้นมิใช่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว  หากแต่เกิดขึ้นหลายครั้ง  ในสภาพที่ท่านนบีมี
อายุต่างๆกัน  ซึ่งในครั้งล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อท่านนบีอิสร็ออฺและ
มิอฺร็อจญ์  ซึ่งขณะนั้นท่านนบีมีอายุประมาณ 50 กว่าปี  ที่น่าสังเกตก็คือ  
เหตุการณ์การผ่าอกครั้งล่าสุดนี้มิได้นำสิ่งใดออกจากหน้าอกของท่าน 
หากแต่ได้บรรจุฮิกมะฮฺและอีมานเข้าไว้
พวกที่มีความคิดแบบวัตถุนิยมมักจะมองว่า  เหตุการณ์การผ่าอกของท่านร่อซูลนั้น 
เป็นเรื่องไม่น่าเชื่อและวิพากษ์วิจารณ์กันในลักษณะที่ก่อให้เกิดความสงสัยใน
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับท่านนบีแต่ถ้าเราพิจารณากันให้ถ่องแท้  ก็จะพบว่าเรื่อง
ดังกล่าวชี้ให้เห็นถึงการดูแลของอัลลอฮฺ  ผู้ทรงเดชานุภาพ
ที่มีต่อท่านร่อซูล  นับตั้งแต่ท่านยังเป็นเด็ก  เพราะหัวใจและหน้าอกของ
ท่านร่อซูลนั้นไม่ใช่เหมือนกับบุคคลธรรมดาแต่เปลียบเสมือนเป็นกลไกที่จะใช้
ประกาศดำรัสของอัลลอฮฺแก่มนุษย์ชาติทั้งมวลในแง่มุมต่างๆของการดำเนินชีวิต 
และจำเป็นเหลือเกินที่กลไกที่จะใช้ประกาศดำรัสของอัลลอฮฺนี้  จะต้องมีคุณลักษณะ
พิเศษกล่าวคือ  นอกจากจะต้องมีพลังมีความสดใสแล้ว  ยังจะต้องเปี่ยมล้นไป
ด้วยฮิกมะฮฺ  วิชาความรู้ ความสงสาร
เอ็นดูเมตตา  และความรักใคร่อีกด้วย  ทั้งนี้เพื่อปฎิบัติตามพระบัญชาแห่งอัลลอฮฺ 
และทำให้สาส์นของพระองค์ถึงมือมนุษย์ชาติทั้งปวงโดยปราศจากความกลัวเกรง
ผู้ใดทั้งสิ้น  นอกจากอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา องค์เดียวเท่านั้น
 

 
 
zunman [110.168.67.xxx] เมื่อ 11/09/2013 18:05
ความคิดเห็นของผู้เข้าชม
รูปประกอบความคิดเห็น :
ชื่อผู้แสดงความคิดเห็น :
สถานะ : รหัสผ่าน :
อีเมล์ :
ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง :
รหัสความปลอดภัย :